วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554
ผมหงอก..ยิ่งถอนยิ่งหงอกจริงหรือไม่
ในวัยที่เริ่มมีผมหงอกเรามักจะไม่กล้าถอนกัน เพราะเชื่อว่าเมื่อถอนผมหงอกเชื้อผมหงอกจะกระจายจากรากผมเส้นที่หงอก แล้วลามไปที่รากผมบริเวณใกล้เคียง(อย่างกับโรคติดต่อ) จนทำให้ผมหงอกทั้งศรีษะ แต่ในความเป็นจริงแล้วรากผม 1 เส้น จะสร้างผมได้ 1 เส้น ต่อให้ตัดหรือถอนก็ไม่สามารถทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ เพราะเส้นผมหงอกที่ถูกถอนหนึ่งเส้นจะไม่สามารถสร้างผมหงอกขึ้นมาได้อีก ดังนั้น การที่ยิ่งถอนยิ่งหงอกจึงเป็นไม่เป็นความจริง แต่ผมหงอกที่เพิ่มขึ้น เพิ่มจากปัจจัยอื่นต่างหาก เพื่อเป็นการป้องกันที่สาเหตุ ก่อนที่จะหงอกก่อนวัย เราควรดูแลผมให้ดกดำด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น งาดำ เป็นต้น หรือถ้าหงอกมากแล้วไม่สบายใจจะพิจารณาเป็นการย้อมผมดำแทนก็ได้ แล้วแต่จะเลือกวิธีการที่สะดวกและเหมาะกับตนเอง
น้ำยาล้างผักสูตรทำเองง่ายๆ
การขนส่งผักกว่าจะถึงมือผู้ซื้อ แน่ใจได้อย่างไรว่าสะอาด ปลอดภัย และปราศจากสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การใช้น้ำยาล้างผัก สามารถลดสารพิษในผักได้มากกว่าการล้างด้วยน้ำเปล่า จะซื้อหามาใช้งาน หรือต้องการประหยัดด้วยการทำเอง ก็มีสูตรน้ำยาล้างผักที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ มาแนะนำ 3 สูตร ดังนี้1. สูตรน้ำส้มสายชู (ลดสารพิษได้ถึง 90-95%)นำน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาดหรือน้ำประปาธรรมดา 15-20 ลิตรแล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง2. สูตรน้ำเกลือ (ลดสารพิษได้ถึง 60-70%)นำเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 4-5 ลิตรแล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง3. สูตรน้ำโซเดียมไบคาร์บอเนต (ลดสารพิษได้ถึง 90-95%)นำโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 20-25 ลิตรแล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้งการรับประทานผักมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรล้างก่อนรับประทาน เพราะ ช่วยให้ผักสะอาด และลดสารพิษที่ปนเปื้อนมากับผักได้ ใส่ใจสักนิดเพื่อสุขภาพของตัวคุณ
วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553
บ้านรักไทย จ.แม่ฮ่องสอน
บ้านรักไทย ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนานอดีต ทหารจีนคณะชาติ (กองพล 93) “ก๊กมินตั๊ง” บ้านรักไทยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล กว่า 1,776 เมตร ทำให้พื้นที่หมาะสม สำหรับกับการปลูกชาพันธุ์ดีและพืชเมืองหนาว ทิวทัศน์ของหมู่บ้านโอบล้อมไปด้วยทิวเขา และต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์ บ้านรักไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อในเรื่องของชา และขาหมูหมั่นโถว คล้ายกับดอยแม่สลอง นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวที่แห่งนี้เพื่อดื่มด่ำกับการชิมชา และ รับประทานขาหมูหมั่นโถว โดยชื่นชอบกับความเงียบสบายของบ้านรักไทยแห่งนี้ ซึ่งยังมีกิจกรรมหลายอย่างไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนานเช่น การเดินป่าศึกษาเส้นทางโดยมัคคุเทศน์น้อยพาเข้าไปชม "คุกดิน" และการขี่ม้าพาข้ามแดนไปฝั้งพม่า นอกจากนั้น ที่บ้านรักไทยยังมีเกสถ์เฮาส์ริมน้ำ (บ้านดิน) ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องกับสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดอีกด้วยการเดินทางไปบ้านรักไทย ออกจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปตามทางหลวง 1095 แม่ฮ่องสอน-แม่มาลัย ไปทางอำเภอปาย ถึงแยกบ้านกุงไม้สัก (ไม่ไกลจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนนัก) จะพบป้ายบอกเส้นทางไปบ้านรักไทย โดยเลี้ยวซ้ายไปตามทางที่ไปภูโคลนคันทรีคลับ ตามเส้นทางจะมีที่เที่ยวมากมาย เช่น น้ำตกผาเสื่อ โครงการตามพระราชดำริปางตอง โครงการธนาคารอาหาร บ้านรวมไทย (ปางอุ๋ง) แล้วก็ถึง บ้านรักไทย หมู่บ้านสุดท้ายติดชายแดนเมียนม่า (พม่า)

ยาคูลท์
ยาคูลท์ (ญี่ปุ่น: ヤクルト Yakuruto ?) ชื่อในภาษาอังกฤษว่า Yakult เป็นเครื่องดื่มคล้ายโยเกิร์ตชนิดหนึ่ง เกิดจากกระบวนการหมักของนมพร่องมันเนยกับน้ำตาลและแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus casei Shirota) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบในระบบดูดซึมอาหารของมนุษย์ ซึ่งส่งผลช่วยให้ระบบในร่างกายของมนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น ชื่อของยาคูลท์มาจากภาษาเอสเปรันโต คำว่า jahurto รูปเก่าของ jogurto ซึ่งหมายถึงโยเกิร์ต
ยาคูลท์ถูกคิดค้นโดย ศาสตราจารย์ชิโระตะ มิโนะรุ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ใน พ.ศ. 2473 และต่อมาใน พ.ศ. 2478 เขาได้ก่อตั้งบริษัทยาคูลท์ (Yakult Honsha Co., Ltd.) ในเมืองมินะโตะ จังหวัดโตเกียว ปัจจุบันได้มีการผลิตและจำหน่ายยาคูลท์ไปทั่วโลก
ทีมเบสบอล โตเกียว ยาคูลท์สวอลโลวส์ (Tokyo Yakult Swallows) ตั้งชื่อทีมตามบริษัทยาคูลท์ภายหลังที่บริษัทยาคูลท์ได้ซื้อทีมในปี พ.ศ. 2513
พ.ศ. 2514 ยาคูลท์ เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย
ยาคูลท์ถูกคิดค้นโดย ศาสตราจารย์ชิโระตะ มิโนะรุ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ใน พ.ศ. 2473 และต่อมาใน พ.ศ. 2478 เขาได้ก่อตั้งบริษัทยาคูลท์ (Yakult Honsha Co., Ltd.) ในเมืองมินะโตะ จังหวัดโตเกียว ปัจจุบันได้มีการผลิตและจำหน่ายยาคูลท์ไปทั่วโลก
ทีมเบสบอล โตเกียว ยาคูลท์สวอลโลวส์ (Tokyo Yakult Swallows) ตั้งชื่อทีมตามบริษัทยาคูลท์ภายหลังที่บริษัทยาคูลท์ได้ซื้อทีมในปี พ.ศ. 2513
พ.ศ. 2514 ยาคูลท์ เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย
วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
คุณรู้หรือไม่ว่า
คุณรู้หรือไม่ว่าชนชาติใดที่ฉลาดที่สุดในโลก ?
และชนชาติใดที่หน้าตาดีที่สุด ?
1. มนุษย์มีทั้งหมด 3 เผ่าพันธุ์หลัก คือ
- คอเคซอยด์ เช่น ฝรั่ง, เเขกขาว, ละติน
- มองโกลอยด์ เช่น เอเชียตะวันออก, เเขกดำ, อินเดียนเเดง, เอสกิโม
- นิกรอยด์
2. ชนชาติที่มีสายพันธุ์เเละลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับคนไทยแท้ที่สุดคือ "ลาว" เป็นมองโกลอยด์สาย "เซียมมอยด์" เหมือนกัน
3. แขกขาวคือ ฝรั่ง (คอเคซอยด์) สายพันธุ์หนึ่ง แต่ตัวเล็กกว่าและขนเยอะกว่าฝรั่งทั่วไป
4.แขกดำ คือ มองโกลอยด์ (คนเอเชีย) ผสมกับนิโกร แขกดำของแท้แทบไม่มีขน มีดั้งเล็กน้อย ดาราอินเดียที่เห็นสวย ๆ คล้ำ ๆดั้งโด่ง ๆ อย่างพิงกี้ คือ แขกดำมาผสมกับแขกขาวอีกที
5. นิกรอยด์ (นิโกร) เป็นสายพันธุ์ที่มียีนแรงที่สุด
- ถ้าเเต่งกะคอเคซอยด์ (ฝรั่ง) ลูกจะออกมาดำแต่ยังพอมีเชื้อคอเคซอยด์บ้าง
- ถ้าแต่งกะมองโกลอยด์ (เอเชีย) ยีนมองโกลอยด์จะถูกลบออกหมดเลย
**ดาราฝรั่งที่เราเห็นผิวคล้ำๆ (ไม่ถึงกับดำเหมือนนิโกร) หน้าสวย ๆ อย่างบียอนเซ่หรือ ฮัลลี่ เบอร์รี่ นี่ไม่ใช่ลูกครึ่งนิโกร แต่เป็นลูกเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยวนิโกรอีกที
6. ถ้าทั่วโลกมีมนุษย์แต่ละสายพันธุ์จำนวนเท่ากันมองโกลอยด์ (พวกเรานี่เเหล่ะ) จะสูญพันธุ์ไวที่สุด เพราะมียีนอ่อนที่สุด แต่งกับพันธุ์ไหนก็จะถูกกลบเเทบหมด
7. มองโกลอยด์เป็นสายพันธุ์ที่มีไอคิวเฉลี่ยสูงที่สุด (สบายใจได้คงไม่สญพันธุ์ง่ายๆ) แต่ (อ่านข้อต่อไป)
8. หากเเบ่งย่อยออกไปอีก "ยิว" (คอเคซอยด์สายพันธุ์หนึ่ง) จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดในโลก
- ยิว IQ อย่างต่ำ117 (เฉลี่ย IQ 127) หมายถึงชาวยิวที่ IQ 117 จริงๆ นั้นมีเป็นส่วนน้อย ชาวยิวส่วนใหญ่ IQ สูงกว่านี้ !!!!!!
9. IQ เฉลี่ยของคนเชื้อสายต่าง ๆ
- ยิว IQ 117
- เอเชีย(ตะวันออก) IQ 107
- ยุโรปผิวขาว IQ 103
- ละติน IQ 90
- นิโกร IQ 85
- ชนพื้นเมือง IQ 87 - 89
10. ชนชาติที่หน้าตาดีที่สุด
- โลกตะวันตกยกให้แขกขาวเป็นชนชาติที่งามที่สุด เขาถือกันว่าแขกขาวคือฝรั่งพวกหนึ่ง (อพยพมาจากตอนใต้ของรัสเซีย) ที่ถูกคัดสรรมาแล้วให้งามกว่าฝรั่งทั่วไป ตัวเล็กกว่า คิ้วเข้ม ตาสวยกว่า (ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่คนอีกน่ะแหล่ะ ไม่ใช่จะสวยกันทั้งตระกูล)
11. ลูกครึ่งมักจะหน้าตาดีเเละฉลาดกว่าคนทั่วไป
- ถูกต้อง ยิ่งยีนต่างพันธุ์กันมากเท่าไหร่หรือผสมกันหลายชาติมากเท่าไหร่จะยิ่งสวยเเละฉลาดมากเท่านั้น เพราะยีนที่ต่างกันจะทำให้เกิด cross breed คือ ยีนเด่นจะออกมามากกว่ายีนด้อย ยีนด้อยจะถูกลบออกไปมากกว่าคนทั่วไป
12. อาจมีบางคนสงสัยว่าทำไมชาวยิวจึงมี IQ สูงมาก ขอตอบว่า ในประวัติอันยาวนานของชาวยิวนั้น มีกระบวนการที่คล้าย ๆ กับการบำรุงพันธ์สัตว์ในปัจจุบัน กล่าวคือ ส่งเสริมคนฉลาดและเหมือนเป็นการผลักไล่ไสส่งคนโง่ทางอ้อมให้ไปอยู่กับฝรั่งที่ชาวยิวเรียกอย่างดูถูกว่าพวกเจนไต (นอกศาสนา นอกรีต) โดยมีศาสนายูดายเป็นตัวจักรสำคัญ เพราะชาวยิวต้องพยายามทำความเข้าใจในคำสอนของศาสนา ผู้ที่แตกฉานสังคมจะให้การเคารพย่อง เมื่อเป็นดังนี้สาว ๆ ชาวยิวจึงนิยมแต่งงานกับคนพวกนี้ ทำให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาของชาวยิวเต็มไปด้วยเด็กฉลาด ศาสนายูดายยังให้ชาวยิวแต่งงานกับชาวยิวด้วยกันเอง ความฉลาดจึงจำกัดอยู่ในชนเชื้อสายยิวเท่านั้น
และชนชาติใดที่หน้าตาดีที่สุด ?
1. มนุษย์มีทั้งหมด 3 เผ่าพันธุ์หลัก คือ
- คอเคซอยด์ เช่น ฝรั่ง, เเขกขาว, ละติน
- มองโกลอยด์ เช่น เอเชียตะวันออก, เเขกดำ, อินเดียนเเดง, เอสกิโม
- นิกรอยด์
2. ชนชาติที่มีสายพันธุ์เเละลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับคนไทยแท้ที่สุดคือ "ลาว" เป็นมองโกลอยด์สาย "เซียมมอยด์" เหมือนกัน
3. แขกขาวคือ ฝรั่ง (คอเคซอยด์) สายพันธุ์หนึ่ง แต่ตัวเล็กกว่าและขนเยอะกว่าฝรั่งทั่วไป
4.แขกดำ คือ มองโกลอยด์ (คนเอเชีย) ผสมกับนิโกร แขกดำของแท้แทบไม่มีขน มีดั้งเล็กน้อย ดาราอินเดียที่เห็นสวย ๆ คล้ำ ๆดั้งโด่ง ๆ อย่างพิงกี้ คือ แขกดำมาผสมกับแขกขาวอีกที
5. นิกรอยด์ (นิโกร) เป็นสายพันธุ์ที่มียีนแรงที่สุด
- ถ้าเเต่งกะคอเคซอยด์ (ฝรั่ง) ลูกจะออกมาดำแต่ยังพอมีเชื้อคอเคซอยด์บ้าง
- ถ้าแต่งกะมองโกลอยด์ (เอเชีย) ยีนมองโกลอยด์จะถูกลบออกหมดเลย
**ดาราฝรั่งที่เราเห็นผิวคล้ำๆ (ไม่ถึงกับดำเหมือนนิโกร) หน้าสวย ๆ อย่างบียอนเซ่หรือ ฮัลลี่ เบอร์รี่ นี่ไม่ใช่ลูกครึ่งนิโกร แต่เป็นลูกเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยวนิโกรอีกที
6. ถ้าทั่วโลกมีมนุษย์แต่ละสายพันธุ์จำนวนเท่ากันมองโกลอยด์ (พวกเรานี่เเหล่ะ) จะสูญพันธุ์ไวที่สุด เพราะมียีนอ่อนที่สุด แต่งกับพันธุ์ไหนก็จะถูกกลบเเทบหมด
7. มองโกลอยด์เป็นสายพันธุ์ที่มีไอคิวเฉลี่ยสูงที่สุด (สบายใจได้คงไม่สญพันธุ์ง่ายๆ) แต่ (อ่านข้อต่อไป)
8. หากเเบ่งย่อยออกไปอีก "ยิว" (คอเคซอยด์สายพันธุ์หนึ่ง) จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดในโลก
- ยิว IQ อย่างต่ำ117 (เฉลี่ย IQ 127) หมายถึงชาวยิวที่ IQ 117 จริงๆ นั้นมีเป็นส่วนน้อย ชาวยิวส่วนใหญ่ IQ สูงกว่านี้ !!!!!!
9. IQ เฉลี่ยของคนเชื้อสายต่าง ๆ
- ยิว IQ 117
- เอเชีย(ตะวันออก) IQ 107
- ยุโรปผิวขาว IQ 103
- ละติน IQ 90
- นิโกร IQ 85
- ชนพื้นเมือง IQ 87 - 89
10. ชนชาติที่หน้าตาดีที่สุด
- โลกตะวันตกยกให้แขกขาวเป็นชนชาติที่งามที่สุด เขาถือกันว่าแขกขาวคือฝรั่งพวกหนึ่ง (อพยพมาจากตอนใต้ของรัสเซีย) ที่ถูกคัดสรรมาแล้วให้งามกว่าฝรั่งทั่วไป ตัวเล็กกว่า คิ้วเข้ม ตาสวยกว่า (ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่คนอีกน่ะแหล่ะ ไม่ใช่จะสวยกันทั้งตระกูล)
11. ลูกครึ่งมักจะหน้าตาดีเเละฉลาดกว่าคนทั่วไป
- ถูกต้อง ยิ่งยีนต่างพันธุ์กันมากเท่าไหร่หรือผสมกันหลายชาติมากเท่าไหร่จะยิ่งสวยเเละฉลาดมากเท่านั้น เพราะยีนที่ต่างกันจะทำให้เกิด cross breed คือ ยีนเด่นจะออกมามากกว่ายีนด้อย ยีนด้อยจะถูกลบออกไปมากกว่าคนทั่วไป
12. อาจมีบางคนสงสัยว่าทำไมชาวยิวจึงมี IQ สูงมาก ขอตอบว่า ในประวัติอันยาวนานของชาวยิวนั้น มีกระบวนการที่คล้าย ๆ กับการบำรุงพันธ์สัตว์ในปัจจุบัน กล่าวคือ ส่งเสริมคนฉลาดและเหมือนเป็นการผลักไล่ไสส่งคนโง่ทางอ้อมให้ไปอยู่กับฝรั่งที่ชาวยิวเรียกอย่างดูถูกว่าพวกเจนไต (นอกศาสนา นอกรีต) โดยมีศาสนายูดายเป็นตัวจักรสำคัญ เพราะชาวยิวต้องพยายามทำความเข้าใจในคำสอนของศาสนา ผู้ที่แตกฉานสังคมจะให้การเคารพย่อง เมื่อเป็นดังนี้สาว ๆ ชาวยิวจึงนิยมแต่งงานกับคนพวกนี้ ทำให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาของชาวยิวเต็มไปด้วยเด็กฉลาด ศาสนายูดายยังให้ชาวยิวแต่งงานกับชาวยิวด้วยกันเอง ความฉลาดจึงจำกัดอยู่ในชนเชื้อสายยิวเท่านั้น
คุณรู้หรือไม่ว่า
คุณรู้หรือไม่ว่าชนชาติใดที่ฉลาดที่สุดในโลก ?
และชนชาติใดที่หน้าตาดีที่สุด ?
1. มนุษย์มีทั้งหมด 3 เผ่าพันธุ์หลัก คือ
- คอเคซอยด์ เช่น ฝรั่ง, เเขกขาว, ละติน
- มองโกลอยด์ เช่น เอเชียตะวันออก, เเขกดำ, อินเดียนเเดง, เอสกิโม
- นิกรอยด์
2. ชนชาติที่มีสายพันธุ์เเละลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับคนไทยแท้ที่สุดคือ "ลาว" เป็นมองโกลอยด์สาย "เซียมมอยด์" เหมือนกัน
3. แขกขาวคือ ฝรั่ง (คอเคซอยด์) สายพันธุ์หนึ่ง แต่ตัวเล็กกว่าและขนเยอะกว่าฝรั่งทั่วไป
4.แขกดำ คือ มองโกลอยด์ (คนเอเชีย) ผสมกับนิโกร แขกดำของแท้แทบไม่มีขน มีดั้งเล็กน้อย ดาราอินเดียที่เห็นสวย ๆ คล้ำ ๆดั้งโด่ง ๆ อย่างพิงกี้ คือ แขกดำมาผสมกับแขกขาวอีกที
5. นิกรอยด์ (นิโกร) เป็นสายพันธุ์ที่มียีนแรงที่สุด
- ถ้าเเต่งกะคอเคซอยด์ (ฝรั่ง) ลูกจะออกมาดำแต่ยังพอมีเชื้อคอเคซอยด์บ้าง
- ถ้าแต่งกะมองโกลอยด์ (เอเชีย) ยีนมองโกลอยด์จะถูกลบออกหมดเลย
**ดาราฝรั่งที่เราเห็นผิวคล้ำๆ (ไม่ถึงกับดำเหมือนนิโกร) หน้าสวย ๆ อย่างบียอนเซ่หรือ ฮัลลี่ เบอร์รี่ นี่ไม่ใช่ลูกครึ่งนิโกร แต่เป็นลูกเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยวนิโกรอีกที
6. ถ้าทั่วโลกมีมนุษย์แต่ละสายพันธุ์จำนวนเท่ากันมองโกลอยด์ (พวกเรานี่เเหล่ะ) จะสูญพันธุ์ไวที่สุด เพราะมียีนอ่อนที่สุด แต่งกับพันธุ์ไหนก็จะถูกกลบเเทบหมด
7. มองโกลอยด์เป็นสายพันธุ์ที่มีไอคิวเฉลี่ยสูงที่สุด (สบายใจได้คงไม่สญพันธุ์ง่ายๆ) แต่ (อ่านข้อต่อไป)
8. หากเเบ่งย่อยออกไปอีก "ยิว" (คอเคซอยด์สายพันธุ์หนึ่ง) จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดในโลก
- ยิว IQ อย่างต่ำ117 (เฉลี่ย IQ 127) หมายถึงชาวยิวที่ IQ 117 จริงๆ นั้นมีเป็นส่วนน้อย ชาวยิวส่วนใหญ่ IQ สูงกว่านี้ !!!!!!
9. IQ เฉลี่ยของคนเชื้อสายต่าง ๆ
- ยิว IQ 117
- เอเชีย(ตะวันออก) IQ 107
- ยุโรปผิวขาว IQ 103
- ละติน IQ 90
- นิโกร IQ 85
- ชนพื้นเมือง IQ 87 - 89
10. ชนชาติที่หน้าตาดีที่สุด
- โลกตะวันตกยกให้แขกขาวเป็นชนชาติที่งามที่สุด เขาถือกันว่าแขกขาวคือฝรั่งพวกหนึ่ง (อพยพมาจากตอนใต้ของรัสเซีย) ที่ถูกคัดสรรมาแล้วให้งามกว่าฝรั่งทั่วไป ตัวเล็กกว่า คิ้วเข้ม ตาสวยกว่า (ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่คนอีกน่ะแหล่ะ ไม่ใช่จะสวยกันทั้งตระกูล)
11. ลูกครึ่งมักจะหน้าตาดีเเละฉลาดกว่าคนทั่วไป
- ถูกต้อง ยิ่งยีนต่างพันธุ์กันมากเท่าไหร่หรือผสมกันหลายชาติมากเท่าไหร่จะยิ่งสวยเเละฉลาดมากเท่านั้น เพราะยีนที่ต่างกันจะทำให้เกิด cross breed คือ ยีนเด่นจะออกมามากกว่ายีนด้อย ยีนด้อยจะถูกลบออกไปมากกว่าคนทั่วไป
12. อาจมีบางคนสงสัยว่าทำไมชาวยิวจึงมี IQ สูงมาก ขอตอบว่า ในประวัติอันยาวนานของชาวยิวนั้น มีกระบวนการที่คล้าย ๆ กับการบำรุงพันธ์สัตว์ในปัจจุบัน กล่าวคือ ส่งเสริมคนฉลาดและเหมือนเป็นการผลักไล่ไสส่งคนโง่ทางอ้อมให้ไปอยู่กับฝรั่งที่ชาวยิวเรียกอย่างดูถูกว่าพวกเจนไต (นอกศาสนา นอกรีต) โดยมีศาสนายูดายเป็นตัวจักรสำคัญ เพราะชาวยิวต้องพยายามทำความเข้าใจในคำสอนของศาสนา ผู้ที่แตกฉานสังคมจะให้การเคารพย่อง เมื่อเป็นดังนี้สาว ๆ ชาวยิวจึงนิยมแต่งงานกับคนพวกนี้ ทำให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาของชาวยิวเต็มไปด้วยเด็กฉลาด ศาสนายูดายยังให้ชาวยิวแต่งงานกับชาวยิวด้วยกันเอง ความฉลาดจึงจำกัดอยู่ในชนเชื้อสายยิวเท่านั้น
และชนชาติใดที่หน้าตาดีที่สุด ?
1. มนุษย์มีทั้งหมด 3 เผ่าพันธุ์หลัก คือ
- คอเคซอยด์ เช่น ฝรั่ง, เเขกขาว, ละติน
- มองโกลอยด์ เช่น เอเชียตะวันออก, เเขกดำ, อินเดียนเเดง, เอสกิโม
- นิกรอยด์
2. ชนชาติที่มีสายพันธุ์เเละลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับคนไทยแท้ที่สุดคือ "ลาว" เป็นมองโกลอยด์สาย "เซียมมอยด์" เหมือนกัน
3. แขกขาวคือ ฝรั่ง (คอเคซอยด์) สายพันธุ์หนึ่ง แต่ตัวเล็กกว่าและขนเยอะกว่าฝรั่งทั่วไป
4.แขกดำ คือ มองโกลอยด์ (คนเอเชีย) ผสมกับนิโกร แขกดำของแท้แทบไม่มีขน มีดั้งเล็กน้อย ดาราอินเดียที่เห็นสวย ๆ คล้ำ ๆดั้งโด่ง ๆ อย่างพิงกี้ คือ แขกดำมาผสมกับแขกขาวอีกที
5. นิกรอยด์ (นิโกร) เป็นสายพันธุ์ที่มียีนแรงที่สุด
- ถ้าเเต่งกะคอเคซอยด์ (ฝรั่ง) ลูกจะออกมาดำแต่ยังพอมีเชื้อคอเคซอยด์บ้าง
- ถ้าแต่งกะมองโกลอยด์ (เอเชีย) ยีนมองโกลอยด์จะถูกลบออกหมดเลย
**ดาราฝรั่งที่เราเห็นผิวคล้ำๆ (ไม่ถึงกับดำเหมือนนิโกร) หน้าสวย ๆ อย่างบียอนเซ่หรือ ฮัลลี่ เบอร์รี่ นี่ไม่ใช่ลูกครึ่งนิโกร แต่เป็นลูกเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยวนิโกรอีกที
6. ถ้าทั่วโลกมีมนุษย์แต่ละสายพันธุ์จำนวนเท่ากันมองโกลอยด์ (พวกเรานี่เเหล่ะ) จะสูญพันธุ์ไวที่สุด เพราะมียีนอ่อนที่สุด แต่งกับพันธุ์ไหนก็จะถูกกลบเเทบหมด
7. มองโกลอยด์เป็นสายพันธุ์ที่มีไอคิวเฉลี่ยสูงที่สุด (สบายใจได้คงไม่สญพันธุ์ง่ายๆ) แต่ (อ่านข้อต่อไป)
8. หากเเบ่งย่อยออกไปอีก "ยิว" (คอเคซอยด์สายพันธุ์หนึ่ง) จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดในโลก
- ยิว IQ อย่างต่ำ117 (เฉลี่ย IQ 127) หมายถึงชาวยิวที่ IQ 117 จริงๆ นั้นมีเป็นส่วนน้อย ชาวยิวส่วนใหญ่ IQ สูงกว่านี้ !!!!!!
9. IQ เฉลี่ยของคนเชื้อสายต่าง ๆ
- ยิว IQ 117
- เอเชีย(ตะวันออก) IQ 107
- ยุโรปผิวขาว IQ 103
- ละติน IQ 90
- นิโกร IQ 85
- ชนพื้นเมือง IQ 87 - 89
10. ชนชาติที่หน้าตาดีที่สุด
- โลกตะวันตกยกให้แขกขาวเป็นชนชาติที่งามที่สุด เขาถือกันว่าแขกขาวคือฝรั่งพวกหนึ่ง (อพยพมาจากตอนใต้ของรัสเซีย) ที่ถูกคัดสรรมาแล้วให้งามกว่าฝรั่งทั่วไป ตัวเล็กกว่า คิ้วเข้ม ตาสวยกว่า (ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่คนอีกน่ะแหล่ะ ไม่ใช่จะสวยกันทั้งตระกูล)
11. ลูกครึ่งมักจะหน้าตาดีเเละฉลาดกว่าคนทั่วไป
- ถูกต้อง ยิ่งยีนต่างพันธุ์กันมากเท่าไหร่หรือผสมกันหลายชาติมากเท่าไหร่จะยิ่งสวยเเละฉลาดมากเท่านั้น เพราะยีนที่ต่างกันจะทำให้เกิด cross breed คือ ยีนเด่นจะออกมามากกว่ายีนด้อย ยีนด้อยจะถูกลบออกไปมากกว่าคนทั่วไป
12. อาจมีบางคนสงสัยว่าทำไมชาวยิวจึงมี IQ สูงมาก ขอตอบว่า ในประวัติอันยาวนานของชาวยิวนั้น มีกระบวนการที่คล้าย ๆ กับการบำรุงพันธ์สัตว์ในปัจจุบัน กล่าวคือ ส่งเสริมคนฉลาดและเหมือนเป็นการผลักไล่ไสส่งคนโง่ทางอ้อมให้ไปอยู่กับฝรั่งที่ชาวยิวเรียกอย่างดูถูกว่าพวกเจนไต (นอกศาสนา นอกรีต) โดยมีศาสนายูดายเป็นตัวจักรสำคัญ เพราะชาวยิวต้องพยายามทำความเข้าใจในคำสอนของศาสนา ผู้ที่แตกฉานสังคมจะให้การเคารพย่อง เมื่อเป็นดังนี้สาว ๆ ชาวยิวจึงนิยมแต่งงานกับคนพวกนี้ ทำให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาของชาวยิวเต็มไปด้วยเด็กฉลาด ศาสนายูดายยังให้ชาวยิวแต่งงานกับชาวยิวด้วยกันเอง ความฉลาดจึงจำกัดอยู่ในชนเชื้อสายยิวเท่านั้น
อย่าให้ "บิ๊กอายส์" ทำลายตา
อยากสวยแบ๊วแบบหนุ่มสาวเกาหลี "บิ๊กอายส์" จึงขายดิบขายดีและมีราคาถูกมากจนน่าใจหายอันตรายคืบคลานเข้าใกล้ตาแต่พวกเรายังชะล่าใจ
ดังที่ว่า "ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ" มัน จึงเป็นสิ่งมีค่าและสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อวัยวะชิ้นนี้มีกลไกการทำ งานที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เป็นระบบประสาทที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประสาทรับความ รู้สึกอื่นๆ
แต่ตราบใดที่เรายังมองเห็นได้ดี ไม่มีโรคตามมากวดหัวใจ เราจึงมักละเลยที่จะดูแลรักษาให้ตาอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีให้นานที่สุด แถมยังใช้สายตาไม่ถูกต้องด้วย จึงทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลงเรื่อยๆ แต่พวกเราไม่รู้ตัว ยิ่งตอนนี้กระแส "ตาแบ๊ว" ไม่ใช่แค่แฟชั่นมาประเดี๋ยวก็ไป แต่มันกำลังจะหยั่งรากฝังลึกในดวงตาทุกคู่
ดร.ดนัย ตันเกิดมงคล หัวหน้าสาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์ สถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เล่าให้เราฟังว่าในแต่ละปี เยาวชนใส่คอนแทคเลนส์เพิ่มขึ้นจำนวนมากโดยไม่คำนึงเรื่องคุณภาพ และรู้สึกเอาเองว่าใช้ได้เหมือนสินค้าทั่วไป แต่ความจริงแล้วคอนแทคเลนส์เป็นเครื่องมือแพทย์ มันต้องทำให้เราใช้สายตาได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพื่อความสวยงามเป็นหลัก
คอนแทคเลนส์สีหรือที่เรียกกันว่า บิ๊กอายส์ นั้นจัดอยู่ในหมวดคอสเมติก ถูกสร้างมาเป็นพิเศษด้วยการใส่เม็ดสีที่สามารถพรางสีม่านตาเดิมให้เป็นสีที่ ต้องการได้ จึงใส่ไม่สบายเท่าคอนแทคเลนส์ชนิดอื่นๆ และเนื่องจากมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงมีอัตราการซึมผ่านของออกซิเจนน้อยกว่า ฉะนั้นเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีแสงสว่างน้อย รูม่านตาขยายเกินขอบเขตของช่อง ทำให้การมองเห็นอาจมีประสิทธิภาพด้อยลง
ที่น่าตกใจไปกว่านั้น คือผลกระทบระยะยาวมากกว่า เพราะการใช้คอนแทคเลนส์สีแบบผิดๆ และใช้สินค้าด้อยคุณภาพ อาจทำให้ติดเชื้อและลุกลามเรื้อรังในหนังตาและสุขภาพกระจกตาเสื่อมก่อนวัย
คุณนพพร ภัทรรุจี ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าบริษัท ซีบาวิชั่น (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายเสริมว่าคนใส่คอนแทคเลนส์ มีไลฟ์สไตล์ ใช้สายตาอย่างหนักหน่วงมากเกินไป พวกเขาใส่มันนานกว่า 8-10 ชั่วโมงและอยู่กับวัสดุที่ไม่สามารถส่งผ่านออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์กระจก ตาได้เพียงพอ
จึงเป็นที่มาของภาวะ การขาดออกซิเจนของกระจกตา นำมาซึ่งภาวะกระจกตาชราเกินวัย โดยจะมีอาการตาแดงโดยไม่ทราบสาเหตุระคายเคือง มองเห็นภาพมัว หรือแสงรุ้งรอบดวงไฟ มองภาพไม่ชัดเจน เหมือนสายตาสั้น เพิ่มขึ้นเพราะกระจกตาบวม จนไม่สามารถทนใส่คอนแทคเลนส์ได้นาน หรือไม่ได้เลยในที่สุด
ฉะนั้น ก่อนที่หนุ่มสาวๆ ทั้งหลายจะ "แอ๊บแบ๊ว" ดร.ดนัยบอกทางป้องกันไว้ว่า ผู้ใส่ต้องมีกฎเหล็ก เมื่อตัดสินใจใส่คอนเทคเลนส์ควรแวะไปให้จักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรวิเคราะห์ ความเหมาะสม หรือข้อจำกัดเฉพาะตัวก่อน เช่น บางคนกระจกตาบางมาก จึงไม่เหมาะกับคนแทคเลนส์ชนิดใดเลย หรือคนที่สายตาเอียงต้องใช้คอนแทคเลนส์สำหรับสายตาเอียง เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดขึ้น เป็นต้น
เมื่อไร้ปัญหาใดๆ ก็ควรเลือกเลนส์ที่มีการรับรองทางการแพทย์ ครั้นใส่แล้ว ก่อนนอนก็ต้องถอดออก และทำความสะอาดอย่างเคร่งครัด
"พยายาม หาวัสดุที่สามารถให้ออกซิเจนผ่านตาได้สูง และอย่าใช้คอนแทคเลนส์ผิดประเภท เช่นรายเดือนก็ต้องใช้เพียงเดือนเดียวแล้วทิ้ง หรืออย่าแลกใส่กับเพื่อน และอย่าเปลี่ยนแบรนด์บ่อยหากใช้ยี่ห้อไหนแล้วดีกับตัวเองก็อย่าเผลอใจไปกับ โปรโมชั่นเจ้าอื่น และถ้าตามีปัญหา ก็อย่าทนให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน" ผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตากล่าว
เทคนิคยืดดวงตา
- สวมแว่นสายตาให้เหมาะสมกับสายตาหากปล่อยทิ้ง คนสายตาสั้นอาจทำให้เกิดตาเหล่ออก คนสายตายาวจะตาเหล่เข้า
- ใส่แว่นตาเป็นประจำ จะทำให้สายตาคงที่ หรือเปลี่ยนแปลงช้าลง
- ใช้น้ำยาล้างคราบโปรตีนทุกเดือนไม่เปลี่ยนยี่ห้อน้ำยาล้างบ่อยๆ
- พักสายตา 5-10 นาทีหลังใช้คอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 ชั่วโมง
- ระยะอ่านหนังสือไม่ควรใกล้กว่า 40 ซม.
- ห่างจากจอทีวีอย่างน้อย 4 เท่าของขนาดจอ
หมั่นตรวจสายตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีระยะยาว
ดังที่ว่า "ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ" มัน จึงเป็นสิ่งมีค่าและสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อวัยวะชิ้นนี้มีกลไกการทำ งานที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เป็นระบบประสาทที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประสาทรับความ รู้สึกอื่นๆ
แต่ตราบใดที่เรายังมองเห็นได้ดี ไม่มีโรคตามมากวดหัวใจ เราจึงมักละเลยที่จะดูแลรักษาให้ตาอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีให้นานที่สุด แถมยังใช้สายตาไม่ถูกต้องด้วย จึงทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลงเรื่อยๆ แต่พวกเราไม่รู้ตัว ยิ่งตอนนี้กระแส "ตาแบ๊ว" ไม่ใช่แค่แฟชั่นมาประเดี๋ยวก็ไป แต่มันกำลังจะหยั่งรากฝังลึกในดวงตาทุกคู่
ดร.ดนัย ตันเกิดมงคล หัวหน้าสาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์ สถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เล่าให้เราฟังว่าในแต่ละปี เยาวชนใส่คอนแทคเลนส์เพิ่มขึ้นจำนวนมากโดยไม่คำนึงเรื่องคุณภาพ และรู้สึกเอาเองว่าใช้ได้เหมือนสินค้าทั่วไป แต่ความจริงแล้วคอนแทคเลนส์เป็นเครื่องมือแพทย์ มันต้องทำให้เราใช้สายตาได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพื่อความสวยงามเป็นหลัก
คอนแทคเลนส์สีหรือที่เรียกกันว่า บิ๊กอายส์ นั้นจัดอยู่ในหมวดคอสเมติก ถูกสร้างมาเป็นพิเศษด้วยการใส่เม็ดสีที่สามารถพรางสีม่านตาเดิมให้เป็นสีที่ ต้องการได้ จึงใส่ไม่สบายเท่าคอนแทคเลนส์ชนิดอื่นๆ และเนื่องจากมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงมีอัตราการซึมผ่านของออกซิเจนน้อยกว่า ฉะนั้นเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีแสงสว่างน้อย รูม่านตาขยายเกินขอบเขตของช่อง ทำให้การมองเห็นอาจมีประสิทธิภาพด้อยลง
ที่น่าตกใจไปกว่านั้น คือผลกระทบระยะยาวมากกว่า เพราะการใช้คอนแทคเลนส์สีแบบผิดๆ และใช้สินค้าด้อยคุณภาพ อาจทำให้ติดเชื้อและลุกลามเรื้อรังในหนังตาและสุขภาพกระจกตาเสื่อมก่อนวัย
คุณนพพร ภัทรรุจี ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าบริษัท ซีบาวิชั่น (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายเสริมว่าคนใส่คอนแทคเลนส์ มีไลฟ์สไตล์ ใช้สายตาอย่างหนักหน่วงมากเกินไป พวกเขาใส่มันนานกว่า 8-10 ชั่วโมงและอยู่กับวัสดุที่ไม่สามารถส่งผ่านออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์กระจก ตาได้เพียงพอ
จึงเป็นที่มาของภาวะ การขาดออกซิเจนของกระจกตา นำมาซึ่งภาวะกระจกตาชราเกินวัย โดยจะมีอาการตาแดงโดยไม่ทราบสาเหตุระคายเคือง มองเห็นภาพมัว หรือแสงรุ้งรอบดวงไฟ มองภาพไม่ชัดเจน เหมือนสายตาสั้น เพิ่มขึ้นเพราะกระจกตาบวม จนไม่สามารถทนใส่คอนแทคเลนส์ได้นาน หรือไม่ได้เลยในที่สุด
ฉะนั้น ก่อนที่หนุ่มสาวๆ ทั้งหลายจะ "แอ๊บแบ๊ว" ดร.ดนัยบอกทางป้องกันไว้ว่า ผู้ใส่ต้องมีกฎเหล็ก เมื่อตัดสินใจใส่คอนเทคเลนส์ควรแวะไปให้จักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรวิเคราะห์ ความเหมาะสม หรือข้อจำกัดเฉพาะตัวก่อน เช่น บางคนกระจกตาบางมาก จึงไม่เหมาะกับคนแทคเลนส์ชนิดใดเลย หรือคนที่สายตาเอียงต้องใช้คอนแทคเลนส์สำหรับสายตาเอียง เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดขึ้น เป็นต้น
เมื่อไร้ปัญหาใดๆ ก็ควรเลือกเลนส์ที่มีการรับรองทางการแพทย์ ครั้นใส่แล้ว ก่อนนอนก็ต้องถอดออก และทำความสะอาดอย่างเคร่งครัด
"พยายาม หาวัสดุที่สามารถให้ออกซิเจนผ่านตาได้สูง และอย่าใช้คอนแทคเลนส์ผิดประเภท เช่นรายเดือนก็ต้องใช้เพียงเดือนเดียวแล้วทิ้ง หรืออย่าแลกใส่กับเพื่อน และอย่าเปลี่ยนแบรนด์บ่อยหากใช้ยี่ห้อไหนแล้วดีกับตัวเองก็อย่าเผลอใจไปกับ โปรโมชั่นเจ้าอื่น และถ้าตามีปัญหา ก็อย่าทนให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน" ผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตากล่าว
เทคนิคยืดดวงตา
- สวมแว่นสายตาให้เหมาะสมกับสายตาหากปล่อยทิ้ง คนสายตาสั้นอาจทำให้เกิดตาเหล่ออก คนสายตายาวจะตาเหล่เข้า
- ใส่แว่นตาเป็นประจำ จะทำให้สายตาคงที่ หรือเปลี่ยนแปลงช้าลง
- ใช้น้ำยาล้างคราบโปรตีนทุกเดือนไม่เปลี่ยนยี่ห้อน้ำยาล้างบ่อยๆ
- พักสายตา 5-10 นาทีหลังใช้คอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 ชั่วโมง
- ระยะอ่านหนังสือไม่ควรใกล้กว่า 40 ซม.
- ห่างจากจอทีวีอย่างน้อย 4 เท่าของขนาดจอ
หมั่นตรวจสายตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีระยะยาว
ไมเกรน (migraine) คืออะไร ?
ไมเกรน (migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง อาการปวดเป็นพักๆ เป็นๆ หายๆมีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ระยะเวลาในการปวดแต่ละครั้งประมาณ 8-12 ชั่วโมง บางรายอาจปวดนานถึง 72 ชั่วโมง อาการปวดไมเกรน จะแย่ลงถ้ามีการเคลื่อนไหว ขณะปวดมักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีอาการนำก่อนปวด เช่น เห็นแสงวูบวาบคล้ายแสงแฟลช ตามองไม่เห็นชั่วครู่ ชาข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย อาการนำมักเป็นอยู่ประมาณ 5–20 นาที โรคนี้พบในเพศหญิงมากกว่าชาย เริ่มอาการครั้งแรกในวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว อาการเป็นๆ หายๆ ถี่หรือห่างแล้วแต่บุคคลและปัจจัยสภาพแวดล้อม บางคนอาการจะหายไปเมื่ออายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเกิดอาการไมเกรนครั้งแรกในช่วงอายุก่อน 30 ปี แต่ผู้ป่วยบางส่วนอาจจะมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 40-50 ปี ผลกระทบที่สำคัญที่เห็นได้ชัดคือ เสียสุขภาพกาย ต้องทรมานจากความปวด บางรายปวดรุนแรงมากจนแทบอยากจะวิ่งเอาหัวชนฝาผนัง บางรายก็ปวดข้ามวันข้ามคืนจนนอนหลับไม่สนิท บ้างก็คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลียจนเสียสมรรถภาพการเรียนการทำงาน ไมเกรนเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ทำงานประเภทใช้ความคิดต้องขาดงานเป็นจำนวนมาก ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อย ถ้าเป็นบ่อยมากเป็นรุนแรงมากๆ ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตได้ สาเหตุ สาเหตุและกลไกการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ระยะหลังมานี้มีคณะวิจัยทางด้านจีโนมิกส์ พบว่า ion-transport gene อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไมเกรน พบว่าระบบประสาทของผู้ที่เป็นไมเกรนไวต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกายและสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นไมเกรน เมื่อระบบประสาทมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือด และเส้นประสาทรอบๆ สมอง บางทฤษฎีอธิบายจากความผิดปกติที่ระดับสารเคมีในสมอง การสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานที่ผิดปกติไปของหลอดเลือดสมองก็ได้ หลักฐานข้อมูลทางระบาดวิทยา เชื่อว่าไมเกรนถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่จะเกิดอาการหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกร่างกายที่มากระทบ ไมเกรนเป็นความผิดปรกติในกลุ่มโรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมด้วย โดยมีอาการทางระบบประสาทก่อนมีอาการปวดศีรษะไมเกรน เดิมเชื่อว่าเกิดจากหลอดเลือดในสมองมีการหดตัวเกิดขึ้น หลังจากนั้นร่างกายมีการตอบสนองโดยการทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว ซึ่งการขยายตัวของหลอดเลือดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้น ปัจจัยกระตุ้น อาหาร การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารที่ใส่ผงชูรส ใส่สารถนอมอาหาร อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ สารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น คาเฟอีน ช๊อคโกแล็ต ผงชูรส สารไนเตรท สารไทรามีน การนอนหลับ การนอนหลับมากหรือน้อยเกินไปสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดได้ จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินเกี่ยวข้องกับการขยายและหดตัวของหลอดเลือดในสมอง ฮอร์โมน ผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นไมเกรนมักจะมีอาการปวดในช่วงที่มีประจำเดือน และความรุนแรงและระยะเวลาในการปวดมักจะมากกว่าหรือการปวดในช่วงอื่น การตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ มักจะทำให้อาการปวดไมเกรนแย่ลง สิ่งแวดล้อม อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง เช่น อากาศร้อน ตากแดด กลิ่นบางอย่าง เช่น น้ำหอม ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ความหิว มีการศึกษาวิจัยพบว่าความหิวเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดไมเกรนเท่าๆ กับความวิตกกังวล ความโกรธ และภาวะซึมเศร้า ความเครียด ผู้ที่มีความเครียดและไม่สามารถจัดการกับความเครียดในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ จะมีโอกาสเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อยและรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เครียด อาการ อาการปวดศีรษะในโรคไมเกรนมีลักษณะสำคัญ คือ มักมีอาการปวดข้างเดียว เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดตื้อๆ อาการปวดมักเป็นมาก ปานกลาง ถึงรุนแรง และมักเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ระยะเวลาของอาการปวดเกิดขึ้นได้แตกต่างกันได้มาก อาจพบอาการเบื่ออาหารได้ค่อนข้างบ่อย ส่วนอาการคลื่นไส้พบได้ประมาณร้อยละ 90 ในขณะที่อาการอาเจียนพบในผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 ภาวะที่ผู้ป่วยไวต่อสิ่งเร้าได้ง่ายขึ้นก็พบได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่มักอยากอยู่ในห้องมีดและเงียบเพราะจะทำให้อาการปวดศีรษะดีขึ้น การวินิจฉัย การวินิจฉัยไมเกรนอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นสำคัญ ลักษณะอาการปวด ตำแหน่ง ความรุนแรง ความถี่ ระยะเวลาที่ปวด บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ อาการชัก แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ประวัติโรคประจำตัวและประวัติการใช้ยา การตรวจเลือด หรือการตรวจทางเอ็กซเรย์ช่วยวินิจฉัยแยกโรคในบางกรณี การที่จะทราบว่าอาการปวดหัวเกิดจากสาเหตุใดนั้น ต้องอาศัยลักษณะต่างๆ ของอาการปวด อาการที่เกิดร่วมด้วย ความผิดปกติของการทำงานของสมอง หรืออวัยวะต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด ลักษณะต่างๆ ของอาการปวด ได้แก่ ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรง ลักษณะการปวด ลักษณะการดำเนินของอาการปวด มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรคทั้งสิ้น นอกจากนี้ อาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น ไข้ ตาแดง ตาโปน น้ำมูกมีกลิ่นเหม็น คลื่นไส้ เวียนหัว ก็มีความสำคัญเช่นกัน ความผิดปกติของการทำงานของสมอง หรืออวัยวะต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด เช่น ความคิดอ่านเชื่องช้า มองเห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง เดินเซ ส่วนปัจจัยกระตุ้นอาการปวด ได้แก่ ความเครียด แสงจ้าๆ อาหารบางชนิด บางรายอาจพบว่ามีปัจจัยทุเลาอาการปวด เช่น การนอนหลับ การนวดหนังศีรษะ และยา การรักษา วิธีการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรนที่สำคัญ ได้แก่ การบรรเทาอาการปวดศีรษะ และการป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ การบรรเทาอาการปวดศีรษะอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น การนวด การกดจุด การประคบเย็น การประคบร้อน หรือการนอนหลับ ในรายที่ไม่ได้ผลหรืออาการปวดรุนแรงก็จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด ปัจจุบันมียาแก้ปวดที่ได้ผลดีหลายชนิด ยาแต่ละชนิดก็มีผลข้างเคียงต่างๆ กันไป ประกอบกับผู้ป่วยแต่ละรายก็ตอบสนองต่อยามาไม่เหมือนกัน จึงต้องเลือกให้เหมาะสมในแต่ละรายไป สำหรับยาที่ระงับอาการไมเกรนปัจจุบันนิยมใช้ยาในกลุ่ม ergot alkaloids และ triptans การป้องกันไม่ให้เกิด หรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะนั้น ที่สำคัญมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกก็คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม วิธีที่สองคือ การรับประทานยาป้องกันไมเกรน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาป้องกันก็ต่อเมื่อปวดศีรษะบ่อยมาก เช่น สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไป หรือแม้จะปวดไม่บ่อยแต่รุนแรงมากหรือนานต่อเนื่องกันหลายวัน ยาป้องกันไมเกรนนั้นมีอยู่หลายชนิด จะต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายไป แนะนำให้รับประทานยาป้องกันต่อเนื่องจนอาการสงบลงนาน 6-12 เดือน จึงลองหยุดยาได้ เมื่อกำเริบขึ้นอีกจึงเริ่มรับประทานใหม่ ยาต้านเบต้า เช่น propanolol, nadol, atenodol, metoprolol และ timolol ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไมเกรนได้ แต่ยากลุ่มนี้ทำให้เกิดอาการข้างเคียงทางพฤติกรรมได้ เช่น ง่วงซึม อ่อนล้าง่าย การนอนหลับผิดปกติ ฝันร้าย ภาวะซึมเศร้า ความจำเลวลง และประสาทหลอน ยาในกลุ่มนี้จะต้องหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยไมเกรนที่มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย ยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressant เช่น amitriptyline เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการไมเกรน อารข้างเคียงของยานี้คือ รับประทานอาหารเพิ่มขึ้น ปากแห้ง และง่วงซึม ยากันชักบางชนิด ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่ายากันชักสามารถนำมาใช้ป้องกันไมเกรนได้ผลดี เช่น sodium valproate, toprimate
วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ไข่กุ้ง (tobiko) คืออะไร
-ไข่กุ้ง หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า โทบิโกะ (tobiko) คือ ไข่ของปลา flying fish พบตามชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ลำตัวมีความยาว 35 ซ.ม. จับได้ในช่วงเวลาวางไข่ต้นฤดูร้อน
-ไข่ของปลา flying fish มีขนาดเล็กประมาณ 0.5-0.8 มม ตามปกติจะมีสีส้มแดง รสออกเค็มอ่อนๆ บางครั้งนำไปย้อมเป็นสีอื่น เช่น ย้อมวาซาบิได้ไข่สีเขียว ย้อมขิงได้ไข่สีส้ม หรือย้อมกับหมึกของปลาหมึกจะได้สีดำ ไข่กุ้งนิยมนำมาทำแคลิฟอร์เนียโรล ซูชิ และคานาเป้ เป็นต้น
-วิธีเก็บรักษา คือ นำใส่ถุงมัดปากถุงให้สนิท แล้วเก็บใส่กล่องพลาสติกปิดฝาให้สนิทนำเข้าแช่ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส จะสามารถเก็บได้นานหลายวัน
-ไข่ของปลา flying fish มีขนาดเล็กประมาณ 0.5-0.8 มม ตามปกติจะมีสีส้มแดง รสออกเค็มอ่อนๆ บางครั้งนำไปย้อมเป็นสีอื่น เช่น ย้อมวาซาบิได้ไข่สีเขียว ย้อมขิงได้ไข่สีส้ม หรือย้อมกับหมึกของปลาหมึกจะได้สีดำ ไข่กุ้งนิยมนำมาทำแคลิฟอร์เนียโรล ซูชิ และคานาเป้ เป็นต้น
-วิธีเก็บรักษา คือ นำใส่ถุงมัดปากถุงให้สนิท แล้วเก็บใส่กล่องพลาสติกปิดฝาให้สนิทนำเข้าแช่ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส จะสามารถเก็บได้นานหลายวัน
5 วิธีเลือกที่นั่งต้านกระดูกเสื่อม
เมื่อมีอายุมากขึ้นทุกคนอาจเป็นโรคกระดูกเสื่อมได้ตามธรรมชาติ แต่สำหรับผู้ที่ต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน หรือนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน โรคนี้อาจมาเยือนได้เร็วกว่าบุคคลอื่น ซึ่งวิธีการป้องกันหรือชะลอภาวะกระดูกเสื่อม แบบง่ายๆ นั้น ทำได้โดยการเลือกที่นั่งให้เหมาะสม 5 วิธี ดังนี้
1. ความสูงของเก้าอี้ ต้องเท่ากับช่วงยาวของขาท่อนล่าง (น่อง) ตั้งแต่ข้อพับหลังหัวเข่าลงไปถึงเท้า เพื่อจะได้วางเท้าราบพื้นพอดี
2. รูปร่างของเบาะนั่ง ต้องไม่บุ๋มเป็นแอ่ง มิเช่นนั้นจะทำให้กระดูเชิงกราน (ซึ่งเป็นฐานของกระดูกสันหลังทั้งหมด) บิดงอ
3. เบาะไม่ควรอยู่ลึกเกินไป และพนักพิงไม่ควรอยู่ไกลเกินไป หากพิงไม่ถึงและต้องเอนตัวไปด้านหลัง จะทำให้หลังงอ
4. ควรมีพนักพิง เพื่อช่วยดันหลังให้อยู่ในท่าตรงตามธรรมชาติ
5. ที่เท้าแขนอยู่ในระดับที่งอข้อศอกแล้ววางแขนได้พอดี เพราะนอกจากใช้พักแขนและข้อศอกแล้วยังใช้สำหรับดันเพื่อยืดตัวให้ตรงขึ้นได้ เล็กน้อยเพียงเท่านี้คงไม่ยากเกินไปที่จะใส่ใจกับสิ่งของที่เราต้องใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
1. ความสูงของเก้าอี้ ต้องเท่ากับช่วงยาวของขาท่อนล่าง (น่อง) ตั้งแต่ข้อพับหลังหัวเข่าลงไปถึงเท้า เพื่อจะได้วางเท้าราบพื้นพอดี
2. รูปร่างของเบาะนั่ง ต้องไม่บุ๋มเป็นแอ่ง มิเช่นนั้นจะทำให้กระดูเชิงกราน (ซึ่งเป็นฐานของกระดูกสันหลังทั้งหมด) บิดงอ
3. เบาะไม่ควรอยู่ลึกเกินไป และพนักพิงไม่ควรอยู่ไกลเกินไป หากพิงไม่ถึงและต้องเอนตัวไปด้านหลัง จะทำให้หลังงอ
4. ควรมีพนักพิง เพื่อช่วยดันหลังให้อยู่ในท่าตรงตามธรรมชาติ
5. ที่เท้าแขนอยู่ในระดับที่งอข้อศอกแล้ววางแขนได้พอดี เพราะนอกจากใช้พักแขนและข้อศอกแล้วยังใช้สำหรับดันเพื่อยืดตัวให้ตรงขึ้นได้ เล็กน้อยเพียงเท่านี้คงไม่ยากเกินไปที่จะใส่ใจกับสิ่งของที่เราต้องใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553
หาเวลาดูแลผิวหน้าด้วยการ “มาสก์”
สำหรับสาวๆ บางคนการหาเวลาว่างเพื่อการพักผ่อนและการดูแลเรื่องกระจุ๊กกระจิ๊กแบบผู้หญิงๆ ย่อมเป็นสิ่งที่สาวๆ ต้องหาและใฝ่ฝันถึงวันที่พวกเธอจะได้อยู่บ้านแบบสบายๆ ไปพร้อมกับการทำกิจกรรมสนุกๆ เพื่อฟื่นฟูสภาพผิวพรรณและสุขภาพของตัวเอง
การมาสก์หน้า ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สาวๆ หลายคนพยายามหาเวลาว่างเพื่อทำกิจกรรมนี้ เนื่องจากในบ้างครั้งการล้างหน้าด้วยครีมและเช็ดผิวด้วยโลชั่นเป็นประจำทุกวันนั้น ยังไม่เพียงพอ ผิวควรได้รับการดูแลทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เข้มข้นกว่าปกติ เช่น มาสก์สำหรับผู้ที่มีผิวมัน จะช่วยทำความสะอาดผิวและดูดซับความมัน ปรับความสมดุลของผิว ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
ด้วยเหตุผลนี้ การมาสก์หน้าจึงกลายเป็นคำตอบของสาวๆ หลายๆ เมื่อเธอมีเวลาว่างพอที่จะหันมาดูแลใส่ใจความสวยความงามของตัวเอง … หลายคนอาจจะคิดว่าการมาสก์หน้าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้นเลย การมาสก์หน้านั่นมีขั้นตอนที่ง่ายๆ มากๆ เลยทีเดียว
แค่เริ่มต้นจาก … ทำความสะอาดผิวให้สะอาด การมาสก์หน้าไปบนใบหน้าสกปรกก็เหมือนกับการลงยาขัดเงาไปบนพื้นผิวที่สกปรกนั่นเอง แต่ก่อนที่จะใช้มาสก์แต่ละยี่ห้อ อ่านขั้นตอนการใช้อย่างละเอียด โดยเฉพาะวิธีการ ระยะที่ใช้มาสก์หน้า และวิธีการชำระออก แต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีแตกต่างกัน
หลังจากอ่านวิธีใช้แล้ว ก็ให้เริ่มทามาสก์จำนวนพอควรไปบนใบหน้า อย่าขี้เหนียวเกินไปล่ะไหนก็มีเวลาว่างทั้งทีแล้วก็ทำให้มันสุดๆ ไปเลย ในการทามาสก์นั้นควรหลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก เพราะผิวบริเวณนี้บอบบางที่สุด
หลังจากทา ล้างมาสก์ออกแล้ว เซลล์เก่าจะถูกขจัดออกไป จึงควรทาครีมบำรุงทันที เพราะผิวจะซึมซับมอยส์เจอไรเซอร์ได้อย่างรวดเร็ว … เห็นรึเปล่าล่ะแค่นี้ก็เป็นอันจบขั้นตอนแล้ว
ไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลตัวเองมากมาย แค่รู้จักแบ่งเวลาว่างมาใส่ใจเรื่องความสวยความงามบ้าง แค่นี้สาวๆ ก็จะสามารถเพิ่มเสน่ห์แบบผู้หญิงๆ ได้แล้วล่ะ
การมาสก์หน้า ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สาวๆ หลายคนพยายามหาเวลาว่างเพื่อทำกิจกรรมนี้ เนื่องจากในบ้างครั้งการล้างหน้าด้วยครีมและเช็ดผิวด้วยโลชั่นเป็นประจำทุกวันนั้น ยังไม่เพียงพอ ผิวควรได้รับการดูแลทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เข้มข้นกว่าปกติ เช่น มาสก์สำหรับผู้ที่มีผิวมัน จะช่วยทำความสะอาดผิวและดูดซับความมัน ปรับความสมดุลของผิว ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
ด้วยเหตุผลนี้ การมาสก์หน้าจึงกลายเป็นคำตอบของสาวๆ หลายๆ เมื่อเธอมีเวลาว่างพอที่จะหันมาดูแลใส่ใจความสวยความงามของตัวเอง … หลายคนอาจจะคิดว่าการมาสก์หน้าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้นเลย การมาสก์หน้านั่นมีขั้นตอนที่ง่ายๆ มากๆ เลยทีเดียว
แค่เริ่มต้นจาก … ทำความสะอาดผิวให้สะอาด การมาสก์หน้าไปบนใบหน้าสกปรกก็เหมือนกับการลงยาขัดเงาไปบนพื้นผิวที่สกปรกนั่นเอง แต่ก่อนที่จะใช้มาสก์แต่ละยี่ห้อ อ่านขั้นตอนการใช้อย่างละเอียด โดยเฉพาะวิธีการ ระยะที่ใช้มาสก์หน้า และวิธีการชำระออก แต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีแตกต่างกัน
หลังจากอ่านวิธีใช้แล้ว ก็ให้เริ่มทามาสก์จำนวนพอควรไปบนใบหน้า อย่าขี้เหนียวเกินไปล่ะไหนก็มีเวลาว่างทั้งทีแล้วก็ทำให้มันสุดๆ ไปเลย ในการทามาสก์นั้นควรหลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก เพราะผิวบริเวณนี้บอบบางที่สุด
หลังจากทา ล้างมาสก์ออกแล้ว เซลล์เก่าจะถูกขจัดออกไป จึงควรทาครีมบำรุงทันที เพราะผิวจะซึมซับมอยส์เจอไรเซอร์ได้อย่างรวดเร็ว … เห็นรึเปล่าล่ะแค่นี้ก็เป็นอันจบขั้นตอนแล้ว
ไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลตัวเองมากมาย แค่รู้จักแบ่งเวลาว่างมาใส่ใจเรื่องความสวยความงามบ้าง แค่นี้สาวๆ ก็จะสามารถเพิ่มเสน่ห์แบบผู้หญิงๆ ได้แล้วล่ะ
วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553
การทำข้าวหน้าไก่ย่าง
ส่วนผสม
ข้าวสวยญี่ปุ่น 1 ถ้วย เนื้อไก่ 1 ชิ้น ไข่ไก่ 1 ฟอง มิริน น้ำตาลทราย ซีอิ๊วญี่ปุ่น(โชยุ)
วิธีทำ
ทำน้ำซีอิ๊วไก่ย่าง โดยเคี่ยวมิริน น้ำตาลทราย และโชยุเข้าด้วยกัน
นำเนื้อไก่มาแล่ให้บางเป็นชิ้นเดียวกัน แล้วคลุกแป้งสาลีนิดเล็กน้อย
นำไก่ไปทอดให้ผิวสุกลือง เข้าเตาปิ้งประมาณ 3 นาที โดยทาน้ำซีอิ๊วไก่ทั่วเนื้อไก่อยู่เป็นระยะ
พอสุกดีแล้ว นำออกมาทาน้ำซีอิ๊วไก่ให้ทั่วอีกที แล้วหั่นให้ขาดเป็นชิ้น ตักวางลงในจานจัดวางไว้ครึ่งหนึ่ง
ตั้งกระทะ ตอกไข่ใส่ภาชนะตีให้ขึ้นฟู แล้วทอดเป็นไข่เจียวจนสุก ตักวางไว้อีกครึ่งบนจาน ข้างๆ ไก่ซีอิ๊ว
ราดด้วยน้ำซีอิ๊วไก่ย่างอีกเล็กน้อย เสิร์ฟทานพร้อมซุปมิโซะและผักดอง
ข้าวสวยญี่ปุ่น 1 ถ้วย เนื้อไก่ 1 ชิ้น ไข่ไก่ 1 ฟอง มิริน น้ำตาลทราย ซีอิ๊วญี่ปุ่น(โชยุ)
วิธีทำ
ทำน้ำซีอิ๊วไก่ย่าง โดยเคี่ยวมิริน น้ำตาลทราย และโชยุเข้าด้วยกัน
นำเนื้อไก่มาแล่ให้บางเป็นชิ้นเดียวกัน แล้วคลุกแป้งสาลีนิดเล็กน้อย
นำไก่ไปทอดให้ผิวสุกลือง เข้าเตาปิ้งประมาณ 3 นาที โดยทาน้ำซีอิ๊วไก่ทั่วเนื้อไก่อยู่เป็นระยะ
พอสุกดีแล้ว นำออกมาทาน้ำซีอิ๊วไก่ให้ทั่วอีกที แล้วหั่นให้ขาดเป็นชิ้น ตักวางลงในจานจัดวางไว้ครึ่งหนึ่ง
ตั้งกระทะ ตอกไข่ใส่ภาชนะตีให้ขึ้นฟู แล้วทอดเป็นไข่เจียวจนสุก ตักวางไว้อีกครึ่งบนจาน ข้างๆ ไก่ซีอิ๊ว
ราดด้วยน้ำซีอิ๊วไก่ย่างอีกเล็กน้อย เสิร์ฟทานพร้อมซุปมิโซะและผักดอง
เคล็ดลับความงาม น้ำมะนาว รักษาสิว
วิธีทำ
ล้างหน้าให้สะอาด
บีบน้ำมะนาว 1 ช้อนชาในถ้วยเล็ก ใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาวพอเปียก อาจผสมน้ำหากรู้สึกว่าแสบเกินไป
ป้ายน้ำมะนาวลงบนสิว สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวหัวหนอง
ทิ้งไว้ทั้งคืนโดยไม่ต้องล้างออก ล้างออกตอนเช้า และทาอีกครั้งก่อนเมคอัพ (หากคุณต้องใช้เมคอัพ)
หากรู้สึกว่าน้ำมะนาวนั้นแรงเกินไป แม้ว่าจะผสมน้ำให้เจือจางแล้วก็ตาม ให้ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น
วิธีการนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำจึงจะเห็นผล
ล้างหน้าให้สะอาด
บีบน้ำมะนาว 1 ช้อนชาในถ้วยเล็ก ใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาวพอเปียก อาจผสมน้ำหากรู้สึกว่าแสบเกินไป
ป้ายน้ำมะนาวลงบนสิว สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวหัวหนอง
ทิ้งไว้ทั้งคืนโดยไม่ต้องล้างออก ล้างออกตอนเช้า และทาอีกครั้งก่อนเมคอัพ (หากคุณต้องใช้เมคอัพ)
หากรู้สึกว่าน้ำมะนาวนั้นแรงเกินไป แม้ว่าจะผสมน้ำให้เจือจางแล้วก็ตาม ให้ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น
วิธีการนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำจึงจะเห็นผล
ทำไมจึงปวดท้องเวลามีประจำเดือน
การมีประจำเดือนเป็นธรรมชาติของสตรีเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ จากการศึกษาของศิริราช เมื่อ 4 - 5 ปีที่ผ่าน
มา พบว่าอายุเฉลี่ยของการมีประจำเดือนครั้งแรกของเด็กผู้หญิงไทยประมาณ 12 ปี7 เดือน เด็กผู้หญิงทางภาคเหนือ
มีอายุเฉลี่ยของการมีประจำเดือนเร็วกว่าภาคอื่น ๆ ส่วนเด็กภาคใต้มีอายุเฉลี่ยของการมีประจำเดือนช้ากว่าภาคอื่น ๆ
เมื่อเริ่มมีประจำเดือนผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน บางคนจึงคิดว่าอาการปวด
ประจำเดือนนั้นเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นระหว่างการมีประจำเดือน ถ้าคิดแบบนี้ก็คงจะใช้ได้กับคนที่มีอาการปวด
ประจำเดือนไม่มาก คือ ปวดพอรู้สึกรำคาญ ไม่ต้องรับประทานยาอาการก็หายไปเอง อาการปวดประจำเดือนนี้ส่วน
ใหญ่จะเริ่มตั้งแต่วันที่1-2 ของการมีประจำเดือน และจะหายไปภายใน 1-2 วัน แต่มีผู้หญิงบางรายที่มีอาการปวดท้อง
มากขณะมีประจำเดือนทุกครั้ง จะต้องรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล 2 เม็ด อาการจึงทุเลา ซึ่งลักษณะ
การปวดประจำเดือนทั้ง 2 อย่างที่กล่าวมาแล้วถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดได้ในผู้หญิง เป็นอาการปวดประจำเดือนที่ไม่รู้
สาเหตุ แต่ส่วนใหญ่เมื่อแต่งงานแล้วอาการจะหายไป
พวงชมพูเป็นผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องมากเวลามีประจำเดือน อาการปวดท้องนี้เริ่มเป็นตั้งแต่
อายุ20 ปี ตอนแรก ๆ ก็ปวดพอทนไหวแต่ต่อมามีอาการปวดมากขึ้นต้องรับประทานพาราเซตามอล 2 เม็ด ในวันแรก
ของประจำเดือนอาการจึงจะดีขึ้น และต่อมาต้องเพิ่มการรับประทานยาพาราเซตามอลเป็นครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
ในวันที่1-2 ของการมีประจำเดือน ใน 1 ปีที่ผ่านมาเริ่มรู้สึกยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้เธอจึงต้อง
ไปพบแพทย์ที่คลินิกทุกครั้งที่มีประจำเดือน เมื่อแพทย์ฉีดยาแก้ปวดให้อาการปวดจึงดีขึ้นบ้าง ขณะนี้อายุได้30 ปีเธอ
มีความกังวลใจมากเพราะระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เธอปวดท้องมากจนต้องหยุดงานทุกครั้งที่มีประจำเดือน บางทีมี
อาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมด้วย ต้องรับประทานยาแก้ปวดที่แพทย์ให้มาแล้วนอนพักผ่อนหลังจากตื่นขึ้นมาอาการ
จึงจะทุเลา
เมื่อเธอมาปรึกษาแพทย์ ๆ แนะนำให้ตรวจภายใน เพราะอาการไม่ใช่การปวดท้องธรรมดา น่าจะมีสาเหตุซึ่ง
แพทย์พบเสมอคือเยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่ เช่น เยื่อบุมดลูกไปอยู่ที่ในอุ้งเชิงกราน รังไข่ หรือแทรกเข้าไปในเนื้อมดลูก เป็น
ต้น จากการตรวจภายในพบว่ามีก้อนที่บริเวณรังไข่ ลักษณะเป็นถุงน้ำขนาดประมาณ 10 เซนติเมตร แพทย์จึงแนะนำ
ให้ทำผ่าตัด เธอกลัวมากกว่าจะต้องถูกตัดมดลูกทิ้ง แพทย์จึงอธิบายให้ฟังอยู่นานจนเข้าใจว่าก่อนอื่นแพทย์จะต้อง
พยายามทำผ่าตัดโดยเก็บมดลูกและรังไข่ไว้เพื่อให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ในอนาคต การมีเยื่อบุมดลูกผิดที่เป็นสาเหตุหนึ่ง
ซึ่งทำให้มีบุตรยาก แต่ถ้าตั้งครรภ์ได้เยื่อบุมดลูกที่อยู่ผิดที่นี้จะสลายตัวไป ในระหว่างการตั้งครรภ์ดังนั้นหลังจากมีบุตร
แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
การมีเยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่นั้น หญิงบางรายเป็นมากแต่ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เลย ส่วนบางรายเป็นไม่มาก
กลับมีอาการปวดท้องมาก ในรายที่เป็นไม่มากแพทย์อาจจะรักษาด้วยการให้ยา เช่น ยาพ่นจมูก ยารับประทานหรือยา
ฉีด แต่การใช้ยาเหล่านี้มักมีปัญหาคือยาค่อนข้างแพทย์และผลการรักษาไม่แน่นอน บางรายอาจกลับมาเป็นอีก
หลังจากหยุดยา
คุณพวงคราม ซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณพวงชมพู สงสัยเกี่ยวกับ อาการเจ็บป่วยของบุตรสาว อยากทราบว่าเกิด
เยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่มีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ปัญหานี้คงตอบได้ยากเพราะยังไม่รู้สาเหตุที่
แท้จริง แต่เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้มี2 ประการ คือ
1. เป็นมาแต่กำเนิด จากสาเหตุใดไม่ทราบทำให้มีเนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุมดลูกไปอยู่ในรังไข่ ๆ จึงโตเป็นถุงน้ำที่
เรียกว่า ช็อคโกแลตซีส ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถ้าแพทย์ตรวจพบซีสที่รังไข่โตเกิน 6 เซนติเมตร จะแนะนำให้ทำผ่าตัด
2. เกิดจากการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือนเข้าในช่องท้อง โดยไหลผ่านท่อนำไข่เข้าไป ซึ่งพิสูจน์ได้
โดยมักพบโรคนี้ในสตรีที่เคยมีบุตรแล้ว เพราะในเลือดประจำเดือนจะมีส่วนของเยื่อบุมดลูกลอกหลุดออกมาปนอยู่
ด้วย ดังนั้นเมื่อเลือดไหลเข้าในช่องท้องจึงมีส่วนของเยื่อบุมดลูกหลุดเข้าไปฝังตัวได้
มา พบว่าอายุเฉลี่ยของการมีประจำเดือนครั้งแรกของเด็กผู้หญิงไทยประมาณ 12 ปี7 เดือน เด็กผู้หญิงทางภาคเหนือ
มีอายุเฉลี่ยของการมีประจำเดือนเร็วกว่าภาคอื่น ๆ ส่วนเด็กภาคใต้มีอายุเฉลี่ยของการมีประจำเดือนช้ากว่าภาคอื่น ๆ
เมื่อเริ่มมีประจำเดือนผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน บางคนจึงคิดว่าอาการปวด
ประจำเดือนนั้นเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นระหว่างการมีประจำเดือน ถ้าคิดแบบนี้ก็คงจะใช้ได้กับคนที่มีอาการปวด
ประจำเดือนไม่มาก คือ ปวดพอรู้สึกรำคาญ ไม่ต้องรับประทานยาอาการก็หายไปเอง อาการปวดประจำเดือนนี้ส่วน
ใหญ่จะเริ่มตั้งแต่วันที่1-2 ของการมีประจำเดือน และจะหายไปภายใน 1-2 วัน แต่มีผู้หญิงบางรายที่มีอาการปวดท้อง
มากขณะมีประจำเดือนทุกครั้ง จะต้องรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล 2 เม็ด อาการจึงทุเลา ซึ่งลักษณะ
การปวดประจำเดือนทั้ง 2 อย่างที่กล่าวมาแล้วถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดได้ในผู้หญิง เป็นอาการปวดประจำเดือนที่ไม่รู้
สาเหตุ แต่ส่วนใหญ่เมื่อแต่งงานแล้วอาการจะหายไป
พวงชมพูเป็นผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องมากเวลามีประจำเดือน อาการปวดท้องนี้เริ่มเป็นตั้งแต่
อายุ20 ปี ตอนแรก ๆ ก็ปวดพอทนไหวแต่ต่อมามีอาการปวดมากขึ้นต้องรับประทานพาราเซตามอล 2 เม็ด ในวันแรก
ของประจำเดือนอาการจึงจะดีขึ้น และต่อมาต้องเพิ่มการรับประทานยาพาราเซตามอลเป็นครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
ในวันที่1-2 ของการมีประจำเดือน ใน 1 ปีที่ผ่านมาเริ่มรู้สึกยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้เธอจึงต้อง
ไปพบแพทย์ที่คลินิกทุกครั้งที่มีประจำเดือน เมื่อแพทย์ฉีดยาแก้ปวดให้อาการปวดจึงดีขึ้นบ้าง ขณะนี้อายุได้30 ปีเธอ
มีความกังวลใจมากเพราะระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เธอปวดท้องมากจนต้องหยุดงานทุกครั้งที่มีประจำเดือน บางทีมี
อาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมด้วย ต้องรับประทานยาแก้ปวดที่แพทย์ให้มาแล้วนอนพักผ่อนหลังจากตื่นขึ้นมาอาการ
จึงจะทุเลา
เมื่อเธอมาปรึกษาแพทย์ ๆ แนะนำให้ตรวจภายใน เพราะอาการไม่ใช่การปวดท้องธรรมดา น่าจะมีสาเหตุซึ่ง
แพทย์พบเสมอคือเยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่ เช่น เยื่อบุมดลูกไปอยู่ที่ในอุ้งเชิงกราน รังไข่ หรือแทรกเข้าไปในเนื้อมดลูก เป็น
ต้น จากการตรวจภายในพบว่ามีก้อนที่บริเวณรังไข่ ลักษณะเป็นถุงน้ำขนาดประมาณ 10 เซนติเมตร แพทย์จึงแนะนำ
ให้ทำผ่าตัด เธอกลัวมากกว่าจะต้องถูกตัดมดลูกทิ้ง แพทย์จึงอธิบายให้ฟังอยู่นานจนเข้าใจว่าก่อนอื่นแพทย์จะต้อง
พยายามทำผ่าตัดโดยเก็บมดลูกและรังไข่ไว้เพื่อให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ในอนาคต การมีเยื่อบุมดลูกผิดที่เป็นสาเหตุหนึ่ง
ซึ่งทำให้มีบุตรยาก แต่ถ้าตั้งครรภ์ได้เยื่อบุมดลูกที่อยู่ผิดที่นี้จะสลายตัวไป ในระหว่างการตั้งครรภ์ดังนั้นหลังจากมีบุตร
แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
การมีเยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่นั้น หญิงบางรายเป็นมากแต่ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เลย ส่วนบางรายเป็นไม่มาก
กลับมีอาการปวดท้องมาก ในรายที่เป็นไม่มากแพทย์อาจจะรักษาด้วยการให้ยา เช่น ยาพ่นจมูก ยารับประทานหรือยา
ฉีด แต่การใช้ยาเหล่านี้มักมีปัญหาคือยาค่อนข้างแพทย์และผลการรักษาไม่แน่นอน บางรายอาจกลับมาเป็นอีก
หลังจากหยุดยา
คุณพวงคราม ซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณพวงชมพู สงสัยเกี่ยวกับ อาการเจ็บป่วยของบุตรสาว อยากทราบว่าเกิด
เยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่มีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ปัญหานี้คงตอบได้ยากเพราะยังไม่รู้สาเหตุที่
แท้จริง แต่เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้มี2 ประการ คือ
1. เป็นมาแต่กำเนิด จากสาเหตุใดไม่ทราบทำให้มีเนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุมดลูกไปอยู่ในรังไข่ ๆ จึงโตเป็นถุงน้ำที่
เรียกว่า ช็อคโกแลตซีส ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถ้าแพทย์ตรวจพบซีสที่รังไข่โตเกิน 6 เซนติเมตร จะแนะนำให้ทำผ่าตัด
2. เกิดจากการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือนเข้าในช่องท้อง โดยไหลผ่านท่อนำไข่เข้าไป ซึ่งพิสูจน์ได้
โดยมักพบโรคนี้ในสตรีที่เคยมีบุตรแล้ว เพราะในเลือดประจำเดือนจะมีส่วนของเยื่อบุมดลูกลอกหลุดออกมาปนอยู่
ด้วย ดังนั้นเมื่อเลือดไหลเข้าในช่องท้องจึงมีส่วนของเยื่อบุมดลูกหลุดเข้าไปฝังตัวได้
วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สรรพคุณของมะกรูด
Leech Lime, Kaffir LimeCitrus hystrix D.C. วงศ์ Rutaceae
ชื่อท้องถิ่น มะขูด มะขุน ส้มกรูด ส้มมั่วผี
ลักษณะ มะกรูดเป็นพืชที่ใช้เป็นเครื่องเทศมานานแล้ว โดยใช้ผิวของผลเป็นส่วนผสมในเครื่องแกงหลายชนิด ใช้เข้าเครื่องหอมโดยเป็นส่วนผสมในเทียนอบ ใบมะกรูดมีกลิ่นหอมใช้แต่งกลิ่นในอาหารคาวหลายชนิดเช่น ต้มยำ แกงเผ็ด น้ำมะกรูดใช้ปรุงอาหารเพื่อให้มีรสเปรี้ยวและดับกลิ่นคาวปลาคนโบราณนิยมสระผมด้วยน้ำมะกรูด เพราะช่วยให้ผมดำเป็นมันไม่แห้งกรอบ คนไทยนิยมปลูกมะกรูดไว้ตามบ้านและในสวน มะกรูดเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก ใบมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระมีปุ่มนูนและมีจุกที่หัวของผล ส่วนที่ใช้ คือ ใบและผล
สารสำคัญ ในใบและผลมะกรูด เมื่อนำมากลั่นด้วยไอน้ำจะให้น้ำมันหอมระเหยในปริมาณ 0.08 % และ4 % ตามลำดับ น้ำมันหอมระเหยจากผิวมะกรูดมักประกอบด้วยเบต้า-ไพนีน, ไลโมนีนและซาบินีน เป็นสารหลักส่วนน้ำมันหอมระเหยจากใบจะประกอบด้วย ซีโทรเนลลาล, ไอโซพูลิโกลและไลนาลูออล เป็นสารหลัก ส่วนในน้ำมะกรูดมีกรดซิตริก ไวตามินซีและกรดอินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบ
ชื่อท้องถิ่น มะขูด มะขุน ส้มกรูด ส้มมั่วผี
ลักษณะ มะกรูดเป็นพืชที่ใช้เป็นเครื่องเทศมานานแล้ว โดยใช้ผิวของผลเป็นส่วนผสมในเครื่องแกงหลายชนิด ใช้เข้าเครื่องหอมโดยเป็นส่วนผสมในเทียนอบ ใบมะกรูดมีกลิ่นหอมใช้แต่งกลิ่นในอาหารคาวหลายชนิดเช่น ต้มยำ แกงเผ็ด น้ำมะกรูดใช้ปรุงอาหารเพื่อให้มีรสเปรี้ยวและดับกลิ่นคาวปลาคนโบราณนิยมสระผมด้วยน้ำมะกรูด เพราะช่วยให้ผมดำเป็นมันไม่แห้งกรอบ คนไทยนิยมปลูกมะกรูดไว้ตามบ้านและในสวน มะกรูดเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก ใบมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระมีปุ่มนูนและมีจุกที่หัวของผล ส่วนที่ใช้ คือ ใบและผล
สารสำคัญ ในใบและผลมะกรูด เมื่อนำมากลั่นด้วยไอน้ำจะให้น้ำมันหอมระเหยในปริมาณ 0.08 % และ4 % ตามลำดับ น้ำมันหอมระเหยจากผิวมะกรูดมักประกอบด้วยเบต้า-ไพนีน, ไลโมนีนและซาบินีน เป็นสารหลักส่วนน้ำมันหอมระเหยจากใบจะประกอบด้วย ซีโทรเนลลาล, ไอโซพูลิโกลและไลนาลูออล เป็นสารหลัก ส่วนในน้ำมะกรูดมีกรดซิตริก ไวตามินซีและกรดอินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบ
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
วิทยาศาสตร์ได้เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2525 โดย มติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2525 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอันเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" เพราะทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ได้อย่างแม่นยำ
วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี ได้มีการจัดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา โดยมีกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งภาครัฐและเอกชน ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 งานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้รับการขยายให้เป็นงานใหญ่ขึ้น เป็นงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยจะมีการจัดงานในระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม
พระราชกรณียกิจทางด้านดาราศาสตร์ของรัชกาลที่ 8
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้สร้างหอดูดาวบนเขาวัง ในจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๓ พระราชทานนามว่า "หอชัชวาลเวียงชัย" ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ได้เคยทอดพระเนตรดาวหาง 3 ดวงคือ
ดาวหางฟลูเกอร์กูส (Flaugergues s Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่และมีหาง 2 หาง ปรากฏในรัชสมัย พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ พ.ศ. 2355 ขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกฏมีพระชันษาราว 8 ปี เมื่อทรงเห็นแล้ว คงจะทรงติดตามศึกษาเรื่องดาวหางอยู่เสมอ เพราะว่าก่อนดวงที่ 2 จะมาปรากฏ พระองค์สามารถทรงนิพนธ์ประกาศฉบับแรกชื่อว่า " ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก" แจ้งแก่ประชาชน"
ดาวหางโดนาติ ( Donati a Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่มาก นักดาราศาสตร์อิตาเลียนค้นพบในคืนวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ 2401 และคืนต่อๆมา จนถึงวันที่ 4มีนาคม พ.ศ. 2402 (รวมเวลา ๙ เดือน) ชาวไทยคงจะเห็นด้วยตาเปล่า ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2401 ดาวหางดังกล่าวมีลักษณะเป็น 2 หาง หางหนึ่งเหยียดตรง อีกหางหนึ่งเป็นพู่โค้งสวยงามอยู่ราว 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่า เมื่อประชาชนเห็นดาวหางโดนาติ แล้วจะตื่นเต้นไปตามคำลือต่างๆ จึงทรงออกประกาศเตือนชื่อว่า "ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก" นับเป็นประกาศทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของประเทศ มีความว่า "ดาวหางนี้ชาวยุโรปได้เห็นมาแล้วหลายเดือน ดาวหางนี้มีคติแลทางยาวไปในท้องฟ้า แล้วก็กลับมาได้เห็นในประเทศทั้งนี้อีก เพราะเหตุนี้อย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกัน และคิดวิตกเล่าลือไปต่างๆ ด้วยว่ามิใช่จะเห็นแต่ในพระนครนี้ และเมืองที่ใกล้เคียงเท่านั้นหามิ ได้ย่อมได้เห็นทุกบ้านทุกเมืองทั่วพิภพอย่างนี้แล"
ดาวหางเทพบุท (Tebbut s Comet ) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่ หางยาว และสว่างกว่าดาวหางโดนาติ ปรากฏแก่สายตาชาวโลก ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม พ.ศ. 2404 เป็นดาวที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมากยิ่งขึ้น ถึงกับทรงได้คำนวณไว้ล่วงหน้าว่า จะปรากฏเมื่อใด และได้ทรงออกประกาศไว้ล่วงหน้า มิให้ประชาชนตื่นตระหนก ทั้งนี้เพราะพระองค์ มีพระราชประสงค์มุ่งขจัดความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องโชคลาง และทรงให้ราษฎรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ (ถ้าจะเกิด) อย่างมีเหตุผลตามแบบวิทยาศาสตร์
วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็น"พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"
เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ
เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจและโอกาสแก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ได้แสดงผลงานต่อสาธารณชน
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าภาครัฐและเอกชนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการจัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย เช่น นิทรรศการ ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การอภิปรายทางวิชาการ การตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การประกวดการแข่งขันต่าง ๆ เช่น โครงการทางวิทยาศาสตร์และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
ในการจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยจะทำพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในวันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี
การจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ นับได้ว่ามีส่วนที่จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนคนไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี ได้มีการจัดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา โดยมีกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งภาครัฐและเอกชน ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 งานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้รับการขยายให้เป็นงานใหญ่ขึ้น เป็นงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยจะมีการจัดงานในระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม
พระราชกรณียกิจทางด้านดาราศาสตร์ของรัชกาลที่ 8
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้สร้างหอดูดาวบนเขาวัง ในจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๓ พระราชทานนามว่า "หอชัชวาลเวียงชัย" ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ได้เคยทอดพระเนตรดาวหาง 3 ดวงคือ
ดาวหางฟลูเกอร์กูส (Flaugergues s Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่และมีหาง 2 หาง ปรากฏในรัชสมัย พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ พ.ศ. 2355 ขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกฏมีพระชันษาราว 8 ปี เมื่อทรงเห็นแล้ว คงจะทรงติดตามศึกษาเรื่องดาวหางอยู่เสมอ เพราะว่าก่อนดวงที่ 2 จะมาปรากฏ พระองค์สามารถทรงนิพนธ์ประกาศฉบับแรกชื่อว่า " ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก" แจ้งแก่ประชาชน"
ดาวหางโดนาติ ( Donati a Comet) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่มาก นักดาราศาสตร์อิตาเลียนค้นพบในคืนวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ 2401 และคืนต่อๆมา จนถึงวันที่ 4มีนาคม พ.ศ. 2402 (รวมเวลา ๙ เดือน) ชาวไทยคงจะเห็นด้วยตาเปล่า ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2401 ดาวหางดังกล่าวมีลักษณะเป็น 2 หาง หางหนึ่งเหยียดตรง อีกหางหนึ่งเป็นพู่โค้งสวยงามอยู่ราว 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่า เมื่อประชาชนเห็นดาวหางโดนาติ แล้วจะตื่นเต้นไปตามคำลือต่างๆ จึงทรงออกประกาศเตือนชื่อว่า "ประกาศดาวหางขึ้นอย่าได้วิตก" นับเป็นประกาศทางวิทยาศาสตร์ฉบับแรกของประเทศ มีความว่า "ดาวหางนี้ชาวยุโรปได้เห็นมาแล้วหลายเดือน ดาวหางนี้มีคติแลทางยาวไปในท้องฟ้า แล้วก็กลับมาได้เห็นในประเทศทั้งนี้อีก เพราะเหตุนี้อย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกัน และคิดวิตกเล่าลือไปต่างๆ ด้วยว่ามิใช่จะเห็นแต่ในพระนครนี้ และเมืองที่ใกล้เคียงเท่านั้นหามิ ได้ย่อมได้เห็นทุกบ้านทุกเมืองทั่วพิภพอย่างนี้แล"
ดาวหางเทพบุท (Tebbut s Comet ) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่ หางยาว และสว่างกว่าดาวหางโดนาติ ปรากฏแก่สายตาชาวโลก ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม พ.ศ. 2404 เป็นดาวที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมากยิ่งขึ้น ถึงกับทรงได้คำนวณไว้ล่วงหน้าว่า จะปรากฏเมื่อใด และได้ทรงออกประกาศไว้ล่วงหน้า มิให้ประชาชนตื่นตระหนก ทั้งนี้เพราะพระองค์ มีพระราชประสงค์มุ่งขจัดความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องโชคลาง และทรงให้ราษฎรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ (ถ้าจะเกิด) อย่างมีเหตุผลตามแบบวิทยาศาสตร์
วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็น"พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"
เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ
เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจและโอกาสแก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ได้แสดงผลงานต่อสาธารณชน
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าภาครัฐและเอกชนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการจัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย เช่น นิทรรศการ ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การอภิปรายทางวิชาการ การตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การประกวดการแข่งขันต่าง ๆ เช่น โครงการทางวิทยาศาสตร์และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
ในการจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยจะทำพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในวันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี
การจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ นับได้ว่ามีส่วนที่จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนคนไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
บนเนื้อที่ 12 ไร่ ของพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม คือสถานที่จัดแสดง หุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสที่งดงาม สะท้อนความรู้สึกถึงสีหน้า ท่าทาง และอารมณ์เหมือนจริง โดยกลุ่มศิลปินไทย เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างหุ่น ตามแบบของมาดามทรูโซ่ ประเทศอังกฤษ เพื่อส่งเสริม เผยแพร่ และอนุรักษ์ไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของไทย
นายดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ ผู้ปั้นหุ่น ได้ค้นพบการนำไฟเบอร์กลาส มารังสรรค์เป็นรูปหุ่นขี้ผึ้ง แทนการใช้ขี้ผึ้ง เนื่องจากเมืองไทยมีสภาพอาอากศร้อน ขี้ผึ้งละลายได้ง่าย หากใช้ไฟเบอร์กลาส มีความเหมาะสม คงทน และให้ความรุ้สึกนุ่มนวลสวยงามมากกว่า โดยปั้นหุ่นไฟเบอร์กลาสรูปแรก คือ พระราชสังวราภิมณฑ์ หรือ หลวงปู่โต๊ะ หลังจากนั้นได้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยขึ้น และได้สร้างหุ่นอีกหลายชุด เปิดให้เข้าชมเมื่อ พ.ศ. 2533
ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ทั้ง2 ชั้นจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสเป็นหลายหมวดหมู่ ได้แก่ หุ่นสนใจในข่าว หุ่นชุดพระอิรยสงฆ์ ซึ่งเป็นรูปเหมือนของพระสงฆ์ชื่อดัง ทั่วประเทศไทย เช่น หลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษ์ จังหวัดลำปาง พระครูภาวนารังสี พระโพธิญาณเถระหรือหลวงปู่ชา สุภทฺโท พระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา พระธรรมญาณมุนี หลวงจีนคณาณัติจีนพรต สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พฺรหฺมรํสี หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงปู่ทวด หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา เป็นต้น
ถัดมา หุ่นชุดเหนื่อยนักพักก่อน เป็นหุ่นชายอ้วนผอม ที่หยุดนั่งพักจนหลับไป ตรงกันข้ามคือ หุ่นชุดหมากรุกไทย ชายสองคนกำลังเดินหมากรุก ชิงไหวชิงพริบกันอย่างสนุก ขณะที่อีกคนยืนจับตาดูอยู่ข้างๆ ห้องสุดท้ายคือ ท้องพระโรงโอ่โถง กลางห้องมีพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 – 8 และหุ่นรูปสมเด็จย่า ฝาผนังเขียนเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน
จากนั้นขึ้นไปชั้น 2 จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย การละเล่น บุคคลสำคัญ และวรรณคดีไทย เริ่มต้นจากหุ่น 3 ครูเพลงไทย ได้แก่ ครูจวงจันทน์ จันทร์คณา หรือบรมครูพรานบูรพ์ ครูเอื้อ สุนทรสนาน หรือสุนทราภรณ์ และครูไพบูลย์ บุตรขัน หรือราชานักแต่งเพลงลูกทุ่ง ใกล้กันคือหุ่น 3 บุคคลสำคัญของโลก ได้แก่ มหาตมา คานธี บิดาแห่งประชาชาติอินเดีย ติดกันคือ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล วีรบุรุษของชาวอังกฤษ ตรงกันข้ามคือ อับราฮีม ลินคอร์น ผู้ปลดปล่อยทาสของสหรัฐอเมริกา
ห้องถัดไป คือ หุ่นชุดการละเล่นของเด็กไทย เข่น แมงมุม จ้ำจี้ รีรีข้าวสาร ขี่ม้าส่งเมือง และหัวล้านชนกัน หุ่นชุดวรรณคดีไทย เรื่องพระอภัยมณี ประกอบด้วย นางเงือก ผีเสื้อสมุทร สุดสาคร ม้านิลมังกร ชีปะขาว พระอภัยมณี และสุนทรภู่ ออกจากตรงนี้ไปห้อง หุ่นชุดประวัติศาสตร์ไทย ทั้งการเลิกทาส วิถีชีวิตคนไทยสมัยก่อน บ่อนเบี้ย เป็นต้น
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ตั้งอยู่ถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี กิโลเมตร 31 ตำบลขุนแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ปัจจุบันมีหุ่นไฟเบอร์กลาสทั้งหมด 120 รูป เปิดเข้าชมทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 - 17.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 10 บาท พระภิกษุ สามเณร แม่ชี นักบวช นักศึกษาในเครื่องแบบ 20 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 034 332 607 และ 034 332 109
การเดินทางไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
รถยนต์ส่วนตัว จากสะพานปิ่นเกล้า ใช้เส้นทางถนน ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ผ่านชุมทางต่างระดับพุทธมณฑล ตรงไปข้ามสะพานข้ามแม่น้ำนครชัยศรีอีกราว 3 กิโลเมตร จะเห็นทางเข้าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยทางขวามือ
รถประจำทาง นั่งรถสายกรุงเทพฯ - นครปฐม (สายใหม่) ที่สายใต้ใหม่ ลงหน้าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
รถตู้ข้างโลตัสปิ่นเกล้า สาย กรุงเทพฯ - นครปฐม ลงหน้าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
นายดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ ผู้ปั้นหุ่น ได้ค้นพบการนำไฟเบอร์กลาส มารังสรรค์เป็นรูปหุ่นขี้ผึ้ง แทนการใช้ขี้ผึ้ง เนื่องจากเมืองไทยมีสภาพอาอากศร้อน ขี้ผึ้งละลายได้ง่าย หากใช้ไฟเบอร์กลาส มีความเหมาะสม คงทน และให้ความรุ้สึกนุ่มนวลสวยงามมากกว่า โดยปั้นหุ่นไฟเบอร์กลาสรูปแรก คือ พระราชสังวราภิมณฑ์ หรือ หลวงปู่โต๊ะ หลังจากนั้นได้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยขึ้น และได้สร้างหุ่นอีกหลายชุด เปิดให้เข้าชมเมื่อ พ.ศ. 2533
ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ทั้ง2 ชั้นจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสเป็นหลายหมวดหมู่ ได้แก่ หุ่นสนใจในข่าว หุ่นชุดพระอิรยสงฆ์ ซึ่งเป็นรูปเหมือนของพระสงฆ์ชื่อดัง ทั่วประเทศไทย เช่น หลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษ์ จังหวัดลำปาง พระครูภาวนารังสี พระโพธิญาณเถระหรือหลวงปู่ชา สุภทฺโท พระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา พระธรรมญาณมุนี หลวงจีนคณาณัติจีนพรต สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พฺรหฺมรํสี หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงปู่ทวด หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา เป็นต้น
ถัดมา หุ่นชุดเหนื่อยนักพักก่อน เป็นหุ่นชายอ้วนผอม ที่หยุดนั่งพักจนหลับไป ตรงกันข้ามคือ หุ่นชุดหมากรุกไทย ชายสองคนกำลังเดินหมากรุก ชิงไหวชิงพริบกันอย่างสนุก ขณะที่อีกคนยืนจับตาดูอยู่ข้างๆ ห้องสุดท้ายคือ ท้องพระโรงโอ่โถง กลางห้องมีพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 – 8 และหุ่นรูปสมเด็จย่า ฝาผนังเขียนเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน
จากนั้นขึ้นไปชั้น 2 จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย การละเล่น บุคคลสำคัญ และวรรณคดีไทย เริ่มต้นจากหุ่น 3 ครูเพลงไทย ได้แก่ ครูจวงจันทน์ จันทร์คณา หรือบรมครูพรานบูรพ์ ครูเอื้อ สุนทรสนาน หรือสุนทราภรณ์ และครูไพบูลย์ บุตรขัน หรือราชานักแต่งเพลงลูกทุ่ง ใกล้กันคือหุ่น 3 บุคคลสำคัญของโลก ได้แก่ มหาตมา คานธี บิดาแห่งประชาชาติอินเดีย ติดกันคือ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล วีรบุรุษของชาวอังกฤษ ตรงกันข้ามคือ อับราฮีม ลินคอร์น ผู้ปลดปล่อยทาสของสหรัฐอเมริกา
ห้องถัดไป คือ หุ่นชุดการละเล่นของเด็กไทย เข่น แมงมุม จ้ำจี้ รีรีข้าวสาร ขี่ม้าส่งเมือง และหัวล้านชนกัน หุ่นชุดวรรณคดีไทย เรื่องพระอภัยมณี ประกอบด้วย นางเงือก ผีเสื้อสมุทร สุดสาคร ม้านิลมังกร ชีปะขาว พระอภัยมณี และสุนทรภู่ ออกจากตรงนี้ไปห้อง หุ่นชุดประวัติศาสตร์ไทย ทั้งการเลิกทาส วิถีชีวิตคนไทยสมัยก่อน บ่อนเบี้ย เป็นต้น
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ตั้งอยู่ถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี กิโลเมตร 31 ตำบลขุนแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ปัจจุบันมีหุ่นไฟเบอร์กลาสทั้งหมด 120 รูป เปิดเข้าชมทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 - 17.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 10 บาท พระภิกษุ สามเณร แม่ชี นักบวช นักศึกษาในเครื่องแบบ 20 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 034 332 607 และ 034 332 109
การเดินทางไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
รถยนต์ส่วนตัว จากสะพานปิ่นเกล้า ใช้เส้นทางถนน ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ผ่านชุมทางต่างระดับพุทธมณฑล ตรงไปข้ามสะพานข้ามแม่น้ำนครชัยศรีอีกราว 3 กิโลเมตร จะเห็นทางเข้าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยทางขวามือ
รถประจำทาง นั่งรถสายกรุงเทพฯ - นครปฐม (สายใหม่) ที่สายใต้ใหม่ ลงหน้าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
รถตู้ข้างโลตัสปิ่นเกล้า สาย กรุงเทพฯ - นครปฐม ลงหน้าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ประวัติพระราชวังสนามจัทร์
พระราชวังสนามจันทร์เป็นพระราชวังที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนบริเวณที่คาดว่าเป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์สมัยโบราณที่เรียกว่า เนินปราสาท เพื่อเป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์และเมื่อบ้านเมืองถึงยามวิกฤต
พระราชวังใช้เวลาก่อสร้างนาน 4 ปี โดยมี หลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลป์) ซึ่งต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนยศเป็นพระยาวิศุกรรม ศิลปประสิทธิ์ เป็นแม่งาน และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2450 เมื่อสร้างแล้วเสร็จจึงได้พระราชทานนามว่า "พระราชวังสนามจันทร์" ตามชื่อสระน้ำโบราณหน้าโบสถ์พราหมณ์ (ปัจจุบันไม่มีโบสถ์พราหมณ์เหลืออยู่แล้ว) สระน้ำจันทร์ หรือ สระบัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชพินัยกรรมแสดงพระราชประสงค์ยกพระราชวังสนามจันทร์ให้เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยมีใจความว่า
" บรรดาที่ดินตึกรามทั้งใหญ่ น้อย ที่รวมอยู่ในเขตซึ่งเรียกว่า "พระราชวังสนามจันทร์" เป็นสมบัติส่วนตัวของข้าพเจ้าโดยแท้ไม่ได้รับมฤดกมาจากสมเด็จพระบรมชนกนารถมิได้ ข้าพเจ้าได้เก็บทุนในตำแหน่งหน้าที่พระยุพราชและทุนอื่น ๆ สร้างที่สนามจันทร์ และสร้างพระที่นั่งซึ่งเรียกว่า พระพิมานประฐม นั้นขึ้นก่อน ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้ราชสมบัติแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เอาเงินพระคลังข้างที่ทำนุบำรุงที่นี้ตลอดมาเป็นส่วนตัวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเอาที่พระราชวังสนามจันทร์ไปรวมเข้ากับกองมฤดกใหญ่นั้นหาควรไม่ ข้าพเจ้ามีสิทธิ์ตามกฎหมายเหมือนสามัญชน ที่จะยกที่นี้ให้แก่ผู้ใดก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสิ้นตัวข้าพเจ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าขอยกที่นี้ให้แก่รัฐบาลสยามเป็นสิทธิขาด เพื่อทำเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารบก"
ในปัจจุบัน พระราชวังสนามจันทร์อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2546 คณะกรรมการอำนวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นองค์ประธาน ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย นายนาวิน ขันธหิรัญ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิขิต กาญจนาภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ได้น้อมเกล้าฯ ถวายคืนพระราชวังสนามจันทร์แก่สำนักพระราชวังสิ่งก่อสร้าง
พระราชวังสนามจันทร์มีสิ่งก่อสร้างมากมาย ประกอบด้วย
พระที่นั่งพิมานปฐม
พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี
พระที่นั่งวัชรีรมยา
พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์
พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์
พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์
พระตำหนักทับแก้ว
พระตำหนักทับขวัญ
เทวาลัยคเณศร์
เรือนพระยานนทิการ
เรือนพระธเนศวร
เรือนทับเจริญ
อนุสาวรีย์ย่าเหล
สิ่งก่อสร้างในอดีต
พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย และ ศาลาลงสรง ปัจจุบัน ได้ถูกรื้อถอนและเคลื่อนย้ายไปตั้งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
สร้างเสร็จในปี 2454
พระราชวังใช้เวลาก่อสร้างนาน 4 ปี โดยมี หลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลป์) ซึ่งต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนยศเป็นพระยาวิศุกรรม ศิลปประสิทธิ์ เป็นแม่งาน และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2450 เมื่อสร้างแล้วเสร็จจึงได้พระราชทานนามว่า "พระราชวังสนามจันทร์" ตามชื่อสระน้ำโบราณหน้าโบสถ์พราหมณ์ (ปัจจุบันไม่มีโบสถ์พราหมณ์เหลืออยู่แล้ว) สระน้ำจันทร์ หรือ สระบัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชพินัยกรรมแสดงพระราชประสงค์ยกพระราชวังสนามจันทร์ให้เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยมีใจความว่า
" บรรดาที่ดินตึกรามทั้งใหญ่ น้อย ที่รวมอยู่ในเขตซึ่งเรียกว่า "พระราชวังสนามจันทร์" เป็นสมบัติส่วนตัวของข้าพเจ้าโดยแท้ไม่ได้รับมฤดกมาจากสมเด็จพระบรมชนกนารถมิได้ ข้าพเจ้าได้เก็บทุนในตำแหน่งหน้าที่พระยุพราชและทุนอื่น ๆ สร้างที่สนามจันทร์ และสร้างพระที่นั่งซึ่งเรียกว่า พระพิมานประฐม นั้นขึ้นก่อน ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้ราชสมบัติแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เอาเงินพระคลังข้างที่ทำนุบำรุงที่นี้ตลอดมาเป็นส่วนตัวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเอาที่พระราชวังสนามจันทร์ไปรวมเข้ากับกองมฤดกใหญ่นั้นหาควรไม่ ข้าพเจ้ามีสิทธิ์ตามกฎหมายเหมือนสามัญชน ที่จะยกที่นี้ให้แก่ผู้ใดก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสิ้นตัวข้าพเจ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าขอยกที่นี้ให้แก่รัฐบาลสยามเป็นสิทธิขาด เพื่อทำเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารบก"
ในปัจจุบัน พระราชวังสนามจันทร์อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง โดยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2546 คณะกรรมการอำนวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นองค์ประธาน ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย นายนาวิน ขันธหิรัญ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิขิต กาญจนาภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ได้น้อมเกล้าฯ ถวายคืนพระราชวังสนามจันทร์แก่สำนักพระราชวังสิ่งก่อสร้าง
พระราชวังสนามจันทร์มีสิ่งก่อสร้างมากมาย ประกอบด้วย
พระที่นั่งพิมานปฐม
พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี
พระที่นั่งวัชรีรมยา
พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์
พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์
พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์
พระตำหนักทับแก้ว
พระตำหนักทับขวัญ
เทวาลัยคเณศร์
เรือนพระยานนทิการ
เรือนพระธเนศวร
เรือนทับเจริญ
อนุสาวรีย์ย่าเหล
สิ่งก่อสร้างในอดีต
พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย และ ศาลาลงสรง ปัจจุบัน ได้ถูกรื้อถอนและเคลื่อนย้ายไปตั้งที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
สร้างเสร็จในปี 2454
วันเข้าพรรษา
"เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้
โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระ ตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าจำนำพรรษา หรือผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา การที่พระภิกษุสงฆ์ท่านโปรดสัตว์อยู่ประจำเป็นที่เช่นนี้ เป็นการดีสำหรับสาธุชนหลายประการ กล่าวคือ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระพุทธบัญญัติก็นิยมบวชพระ ส่วนผู้ที่อายุยังไม่ครบบวชผู้ปกครองก็นำไปฝากพระ โดยบวชเป็นเณรบ้าง ถวายเป็นลูกศิษย์รับใช้ท่านบ้าง ท่านก็สั่งสอนธรรม และความรู้ให้ และโดยทั่วไป พุทธศาสนิกชนนิยมตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด นับว่าเป็นประโยชน์
การปฏิบัติตน ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์อยู่ได้ตลอด 3 เดือน มีการประกวดเทียนพรรษา โดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ
แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ ทำบุญรักษาศีลและชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึง วันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้น อบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลาน ของตนโดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับ อานิสงส์อย่างสูง
กิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันเข้าพรรษา ๑. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา ๒. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิษุสามเณร ๓. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล ๔. อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ
โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระ ตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าจำนำพรรษา หรือผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา การที่พระภิกษุสงฆ์ท่านโปรดสัตว์อยู่ประจำเป็นที่เช่นนี้ เป็นการดีสำหรับสาธุชนหลายประการ กล่าวคือ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระพุทธบัญญัติก็นิยมบวชพระ ส่วนผู้ที่อายุยังไม่ครบบวชผู้ปกครองก็นำไปฝากพระ โดยบวชเป็นเณรบ้าง ถวายเป็นลูกศิษย์รับใช้ท่านบ้าง ท่านก็สั่งสอนธรรม และความรู้ให้ และโดยทั่วไป พุทธศาสนิกชนนิยมตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด นับว่าเป็นประโยชน์
การปฏิบัติตน ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์อยู่ได้ตลอด 3 เดือน มีการประกวดเทียนพรรษา โดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ
แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ ทำบุญรักษาศีลและชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึง วันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้น อบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลาน ของตนโดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับ อานิสงส์อย่างสูง
กิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันเข้าพรรษา ๑. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา ๒. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิษุสามเณร ๓. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล ๔. อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ
วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553
เทพโพไซดอน
โพไซดอน เป็นชื่อเรียกเทพเจ้าตามเทววิทยากรีก แต่สำหรับชาวโรมันซึ่งรับเอาวัฒนธรรมของกรีกมาอีกทอดหนึ่งจะเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่า ‘เนปจูน’ ตามภาษาละติน โพไซดอนเป็นผู้คุ้มครองท้องทะเลและห้วงน้ำ (The ruler of the sea) เป็นพระอนุชาของเทพซุสหรือจูปิเตอร์ตามภาษาละติน เทพที่มีอำนาจสูงสุดในบรรดาเทพเจ้ากรีก-โรมันทั้งหมด ส่วนพระชายาของพระองค์คือ เทพีแอมฟิไตรติ ซึ่งก็เป็นเทพีแห่งท้องทะเลเช่นกัน เทพโพไซดอนมีความสำคัญสำหรับชาวกรีกรองลงมาจากเทพซุส ด้วยเหตุว่าชาวกรีกที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งของทะเลอีเจียนเป็นชาวทะเล ดังนั้นเทพแห่งท้องทะเลจึงมีความสำคัญอย่างมาก และนอกจากพระองค์จะเป็นเทพแห่งท้องทะเลแล้ว พระองค์ยังเป็นผู้ประทานม้าตัวแรกให้แก่มนุษย์ โดยการใช้อาวุธประจำกายนั่นก็คือตรีศูลตีก้อนหินจนเกิดเป็นน้ำพุเกลือและกลายเป็นม้าตัวแรกของโลก พระองค์จึงได้รับการสรรเสริญทั้งในฐานะที่เป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลและผู้ประทานม้าตัวแรกให้มนุษย์ด้วย และในเมื่อพระองค์เป็นผู้คุ้มครองท้องทะเลแล้ว พระองค์จึงเป็นผู้ควบคุมลมพายุ และคลื่นใต้ท้องทะเลอีกด้วย เทพโพไซดอนมีปราสาทใต้ทะเลที่งดงามยิ่งนัก แม้จะเสด็จขึ้นไปประทับบนเขาโอลิมปัสอยู่บ่อยๆ ก็ตาม และเมื่อพระองค์ทรงราชรถขึ้นมาไปตามพื้นน้ำ คลื่นลมบนผืนน้ำจะสงบราบคาบอยู่ใต้ล้อราชรถที่แล่นผ่านไป แต่หากทำให้พระองค์โกรธ พระองค์จะสั่นตรีศูล และเมื่อพระองค์สั่นอาวุธประจำกายนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างบนท้องน้ำจะแหลกเป็นผุยผง พระองค์จึงได้รับสมญานามว่า “ผู้สั่นคลอนโลก” (Earth-shaker) อีกฉายาหนึ่ง วิหารของเทพโพไซดอนอยู่ที่อัคซูเนียน ประเทศกรีซ อยู่บนอะโครโพลิสตรงข้ามกับวิหารพาร์เธนอนที่โด่งดัง ซึ่งเป็นของเทพีอะธีนา ซึ่งชาวกรีกโบราณนั้นบูชาพระองค์ควบคู่ไปกับเทพเจ้าวีรบุรุษองค์อื่นๆ ถ้าแฟนคอลัมน์คนไหนมีโอกาสเดินทางไปประเทศกรีซ ก็ลองแวะไปบูชาวิหารของเทพโพไซดอนนอกเหนือจากวิหารของเทพองค์อื่นๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)